อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก
ปีที่ 30 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2552 เดือน ธันวาคม - มกราคม 2552
ปราโมทย์ ประสาทกุล

Sunrise, sunset, sunrise, sunset.
Is this little girl I carried ?
Is this little boy at play ?
I don’t remember growing older when did they.
When did she get to be a beauty ?
When did he grow to be so tall ?
Wasn’t it yesterday that they were small ?
Sunrise, sunset, sunrise, sunset.
Swiftly flow the days.
Seedlings turn overnight to sunflowers.
Blossoming even as they gaze.
Sunrise, sunset, sunrise, sunset.
Swiftly fly the years.
One season following another.
Laden with happiness and tears.
One season following another.
Laden with happiness and tears.

เพลงนี้อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Fiddler on the Roof ซึ่งเข้ามาฉายในเมืองไทย เมื่อราว 30 ปีก่อน Fiddler หรือ “คนสีไวโอลิน” มีบทบาทเป็นตัวเล่าเรื่องอารมณ์ของตัวละคร ฉากสำคัญของเรื่องนี้ คือ ตอนที่ “คนสีไวโอลิน” ขึ้นไปสีไวโอลินเป็นเพลง “อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก” อยู่บนหลังคาบ้านของครอบครัวคนส่งนมชาวยิว ที่อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในประเทศรัสเซียสมัยที่ยังปกครองด้วยระบบกษัตริย์ หรือ ซาร์ เมื่อประมาณปี ค.ศ.1900 ในขณะนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านชนบทมีวิถีชีวิตตามแบบประเพณีที่สืบทอดกันมา และมีความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัด ในขณะเดียวกัน อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอกก็เริ่มรุกคืบเข้ามาในหมู่บ้าน กระแสความคิดเก่ากับความคิดใหม่ปะทะกัน คนรุ่นเก่าก็พยายามรักษาขนบประเพณีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ คนรุ่นใหม่ก็อยากจะเปลี่ยนไปตามกระแสโลก เกิดการต่อสู้ขัดแย้งกันในใจของผู้คน

เพลง “อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก” ที่คนสีไวโอลินบรรเลงอยู่บนหลังคาในฉากนี้ แสดงอารมณ์ ความรู้สึกของพ่อที่มีต่อลูกสาวคนโตที่เป็นเจ้าสาวในงานแต่งงานวันนั้น “คนนี้หรือเด็กน้อยที่ฉันเคยอุ้ม” มองดูเจ้าบ่าวเด็กในหมู่บ้านที่เป็น เพื่อนของลูกสาวมาตั้งแต่เด็ก ลูกสาวแต่งงานกับคนรักในวันนี้เป็นการทำลายม่านประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่ดั้งเดิม ผู้หญิงจะต้องแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อสื่อจัดการให้เท่านั้น ทีแรกพ่อสื่อประจำหมู่บ้านจะจัดการให้ลูกสาวแต่งงานกับพ่อม่ายอายุคราวพ่อ ลูกสาวมาสารภาพกับพ่อว่ามีคนรักอยู่ก่อนแล้ว พ่อเห็นใจจึงทำอุบายจนลูกสาวได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก


อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก

“อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก
นี่เป็นเด็กน้อย ที่ฉันเคยอุ้มใช่ไหม
นี่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ฉันเห็นเล่นอยู่ตรงนั้น ใช่ไหม

ฉันจำไม่ได้ว่า เขาเติบโตขึ้น เมื่อไร
เด็กน้อยกลายเป็นสาวสวย เมื่อไร
เด็กน้อยกลายเป็นหนุ่มสูงใหญ่ เมื่อไร
เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ ที่เขายังตัวเล็ก ๆ อยู่

อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก
แต่ละวันผ่านแว้บไป
เมล็ดเล็ก ๆ ชั่วข้ามคืน ก็กลายเป็นดอกทานตะวัน
บานสะพรั่ง เหมือนดั่งจ้องมองเราอยู่

แต่ละปีผ่านแว้บไป
ฤดูหนึ่งผ่านไป อีกฤดูหนึ่งก็ตามมา
ทาบทับด้วยความสุขและน้ำตา
ฤดูหนึ่งผ่านไป อีกฤดูหนึ่งก็ตามมา
ทาบทับด้วยความสุขและน้ำตา

อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก”


ผมฟังเพลง Sunrise, sunset ที่ร้องโดย Perry Como ด้วยอารมณ์ซึ้ง ยิ่งจินตนาการปล่อยใจไปตามเนื้อเพลง ก็เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของสังขารและสังคมได้ชัด

คนรุ่นราวคราวเดียวกับผม เอาเป็นว่าพวกที่กำลังก้าวย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ และพวกที่เพิ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สูงอายุมาหมาดๆ เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้ว ก็คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน เดี๋ยวนี้บทสนทนาในหมู่เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน มักไม่ค่อยพลาดที่จะรำพันว่า เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน “แต่ละเดือน แต่ละปี ผ่านแว้บไป” “ฤดูหนึ่งผ่านไป อีกฤดูหนึ่งก็ตามมา” ตอนนี้ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว อีกประเดี๋ยวเดียวก็จะถึงฤดูร้อน แล้วก็เข้าหน้าฝน คืนวันผ่านไปราวกับว่าเวลาบินได้ทีเดียว

ถ้ายึดเอาตัวเองเป็นหลัก คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็นับว่าใช้ชีวิตมาเกินครึ่งทาง จนค่อนมาทางปลายแล้ว คนรุ่นผมมีพ่อแม่ที่อาวุโสกว่าอยู่อีกเพียงรุ่นเดียว เกือบไม่มีพวกเราคนใดเลยที่จะมีปู่ย่าตายายหลงเหลืออยู่ ถ้าปู่ย่าตายายของคนรุ่นผมยังมีชีวิตก็ต้องมีอายุร้อยกว่าปีขึ้นไป

ถ้าแบ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่ออกเป็น 4 รุ่น นับเอาคนรุ่นผมเป็นหลัก ก็มี (1) รุ่นพ่อแม่ (2) รุ่นตัวเอง (3) รุ่นลูก และ (4) รุ่นหลานหรือรุ่นลูกของลูก

คนรุ่นผมผ่านโลกมาแล้วราว 60 ปี ได้ผ่านสถานภาพความเป็น “ลูก” เป็น “หลาน” มาด้วยตัวเองแล้ว เมื่อมีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้ ก็ได้เห็นการเจริญเติบโตของลูกหลาน มีประสบการณ์ชีวิตเพียงพอที่จะซึ้งกับเนื้อเพลงตอนที่ว่า “เพิ่งเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ ที่ยังเห็นเป็นเด็กตัวเล็ก ............ คนนี้น่ะหรือ เด็กน้อยที่ฉันเคยอุ้ม คนนี้น่ะหรือ เด็กน้อยที่เคยเห็นวิ่งเล่นอยู่ตรงนั้น”

“ฉันจำไม่ได้ว่าเขาเติบโตขึ้นเมื่อไร” ยังเห็นเป็นเด็กอยู่เมื่อวานนี้เอง โตขึ้นเป็นสาวสวย เป็นหนุ่มหล่อกันตั้งแต่เมื่อไรนะ ที่จริงก็เหมือนกำลังจะบอกตัวเองว่า “ฉันจำไม่ได้ว่าตัวเองแก่อย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไร”

“เพิ่งจะเมื่อวานนี้เองไม่ใช่หรือ ที่พวกเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวกันอยู่”

40 ปีผ่านไป แต่ก็เหมือนเป็นเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ตอนนั้น ประเทศไทยมีพลเมืองราว 30 กว่าล้านคน กรุงเทพฯ ยังแบ่งเป็นคนละจังหวัดกับธนบุรี มีคนอยู่ไม่น่าจะถึง 2 ล้านคน น้ำอัดลมไม่ว่าจะเป็นน้ำดำ หรือน้ำสีขวดละบาทเดียว บุหรี่ไม่มีก้นกรองซองละ 3.50 บาท มีก้นกรองราคาเพิ่มเป็นซองละ 5 บาท เบียร์สิงห์น่าจะขวดละ 15 บาท ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง จานละ 5 บาท ไม่มีทางเดินข้ามถนน ไม่มีถนนข้ามสี่แยก ไม่มีถนนต่างระดับ ไปสนามบินดอนเมืองด้วยถนนพหลโยธิน เพราะยังไม่มีถนนวิภาวดีรังสิต โทรทัศน์ยังเป็นสีขาวดำ มีแต่ช่อง 4 บางขุนพรหม กับช่อง 5 สนามเป้า โรงภาพยนต์ชั้นหนึ่ง ราคาถูกสุดนั่งแถวหน้าราคาเพียง 5 บาท ถัดมา 10 บาท 12.50 บาท มีเงินหน่อยซื้อตั๋ว 20 บาท ได้ที่นั่งหลังๆ ก็นับว่าโก้มาก ตอนนั้นบัณฑิตจบปริญญาตรีออกไปทำงานได้เงินเดือน 1,000 กว่าบาท เท่านั้น

เหตุการณ์เหล่านั้น เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก

วันนี้ประเทศไทยมีพลเมืองมากถึง 64 ล้านคน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีประชากรรวมกันแล้วน่าจะใกล้เคียงกับ 10 ล้านคน มีถนนยกระดับ สะพานต่างระดับ รถไฟฟ้า รถใต้ดิน สายการบินนับสิบสาย ทีวีนับสิบๆ ช่อง ไม่มีโทรทัศน์ขาวดำ ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งฉายพร้อมกันนับสิบๆ โรงทั่วประเทศ มีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ชามละ 25 – 30 บาท น้ำอัดลมขวดละ 10 บาท บุหรี่ก้นกรองซองละน่าจะถึง 50 บาท (โชคดีจริง ๆ ที่เลิกสูบบุหรี่ได้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีแล้ว)

โทรศัพท์บ้านซึ่งเคยขอหมายเลขกันยากเย็นแสนเข็ญ ต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากองค์การโทรศัพท์ แล้วก็ต้องรอกันนานแสนนาน เดี๋ยวนี้คนมีโทรศัพท์มือถือกันคนละเครื่อง บางคนมีหลายเครื่อง โทรศัพท์มือถือกลายเป็นของจำเป็นในชีวิต ราคาก็ถูกลงๆ จนเป็นสินค้าที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น จะยากจนเพียงใดก็พอที่จะซื้อหามาใช้ได้

โทรเลขต้องเลิกกิจการไป คนเขียนจดหมายถึงกันน้อยลง คนติดต่อสื่อสารถึงกันทั่วโลก ได้อย่างฉับพลันทางโทรศัพท์มือถือและทางอินเทอร์เน็ต

อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก

มาถึงวันนี้ เมื่อคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมมองดูเด็กรุ่นลูก และรุ่นหลาน เด็กที่เคยจูง เคยอุ้มมาตั้งแต่ยังตัวน้อย ๆ วันนี้ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่

คนรุ่นผมเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจว่า คนรุ่นใหม่ ซึ่งหมายถึงคนรุ่นลูกของพวกเราไม่ค่อยนิยมแต่งงานกันเหมือนประเพณีที่พวกเราคุ้นเคย

ความคิดเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวของคนรุ่นลูกคงเปลี่ยนไปแล้ว อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ และบริโภคนิยมกำลังบีบให้คนรุ่นใหม่มีชีวิตออกนอกวิถีทางที่เคยปฏิบัติกันมาในสมัยคนรุ่นเรา “ทำไมจะต้องแต่งงานกัน” “ทำไมจะต้องจดทะเบียนสมรสกัน” รักกันชอบกันก็อยู่กินกันไป ไม่ชอบกันเมื่อไรก็เลิกรากันไป ลูกๆ หลายคนไม่คิดจะมีคู่ครอง พ่อแม่หลายคนคิดจะเข้าไป “แทรกแซง” จนลูกบางคนต้องขอร้องพ่อแม่ว่ากรุณาอย่ายุ่ง ลูกๆ บางคนสนใจแต่เพื่อนเพศเดียวกัน หลายคนแต่งงานแล้ว แต่ไม่อยากมีลูก หรือบางคนมีลูก แต่ก็ขอมีเพียงคนสองคนเท่านั้น

วันนี้ ลูกๆ ของคนรุ่นราวคราวเดียวกับผมผลิตหลานๆ ให้พวกเราเป็นจำนวนน้อยเต็มที เพื่อนๆ ของผมไม่มากนักที่มีโอกาสได้เป็นปู่ย่าตายาย

แล้วพรุ่งนี้ คนรุ่นผม จะมีสักกี่คนที่จะมีเหลน เรียกเป็น “ทวด” กับเขาบ้าง

อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก