โฉมหน้าใหม่ที่สดใสของชุมชนอีสานใต้: เป็นจริงได้บนพื้นฐานการวิจัยปฏิบัติการและการเสริมพลังอำนาจเชิงบวกของชุมชน-ชาวนา
ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 เดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2553
อรทัย อาจอ่ำ

บทความนี้ เป็นการบอกเล่าเก้าสิบการเปลี่ยนแปลงดี ๆ ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้สังคมได้เข้าใจความเป็นจริงในอีกหลายๆ แง่มุมที่อาจจะไม่เคยทราบมาก่อน เช่น ศรีสะเกษมีทุเรียนที่มีรสชาติอร่อยมากเป็นผลผลิตที่มีคุณค่า-มีราคา มีเงาะและผลไม้นานาชนิด รวมถึงยางพารา มีพื้นที่เขียวชอุ่ม ชุ่มชื่น มีแหล่งน้ำ ต้นไม้ต่างๆ จำนวนมาก มีข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ (แต่ส่วนใหญ่ ยังอาบไปด้วยหนี้สิน สารเคมี ราคายังไม่ค่อยดี)

ปัญหาสำคัญ (ซึ่งอันที่จริงนั้นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย) ก็คือ ราคาข้าว   ราคาพืชผล-ผลผลิต ที่ยังไม่เป็นธรรม หรือมักถูกเอารัดเอาเปรียบไม่จบสิ้น รวมถึงปัญหาน้ำ   ถ้าปีไหนฝนแล้งก็ลำบาก หรือถ้าน้ำท่วมก็อ่วมอีกเช่นกัน ต้องอพยพย้ายถิ่นไปทำงานที่อื่น   ผลพวงที่ตามมาก็คือผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกร้าว แต่ปัจจุบันภาพต่างๆ กำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น   โดยเฉพาะพื้นที่ๆ คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษามีความคิด ได้กลับคืนถิ่นมาทำการเกษตร   เพื่อรักษาผืนดินของพ่อแม่ ทำให้ความหวังของชุมชนพลิกฟื้นกลับคืนมา ประกอบกับกระบวนการเคลื่อนไหวในหลายๆ   ด้านที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในพื้นที่ มีส่วนสร้างเสริมสิ่งแวดล้อมใหม่ ทำให้ทุกคนมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับการพลิกโฉมหน้าของชุมชนที่อำเภอขุขันธ์ ก็เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่พยายามถักร้อยพลังเคลื่อนไหวในเชิงบวก   เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาและชุมชน ผ่านการวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการสร้างเสริมพลังอำนาจเชิงบวก   ซึ่งเป็นความพยายามในการนำองค์ความรู้และมุมมองของนักวิชาการมาประสานเข้ากับองค์ความรู้   มุมมอง วิธีคิดและวิถีชีวิตของชาวบ้านและชุมชน บนพื้นฐานแนวคิดการสานพลังของทุกฝ่ายอย่างจริงใจ   ด้วยวิธีคิด วิธีทำ วิธีดำเนินการที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบที่แตกต่าง   หรือสามารถพลิกโฉมหน้าของความยากลำบาก หรือ ความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ดำรงอยู่ได้อย่างแน่นอน

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องในหลายสถานะทั้งเป็นที่ปรึกษา   ผู้สนับสนุนกระบวนการและผู้ร่วมสร้างระบบข้อมูลและองค์ความรู้ (หรือเป็นนักวิจัย)   และได้ส่งเสริมการพัฒนานักวิจัยชาวนาขึ้นมาด้วย   ทำให้มองเห็นได้ว่าการเชื่อมประสานระหว่างการวิจัย การสร้างความรู้ และการปฏิบัติ   เพื่อพัฒนาชุมชนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านโดยตรง ได้ก่อให้เกิดผลเชิงบวกอย่างมหาศาล   โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ที่ยืดเยื้อดังเช่นที่เคยทำมา เป็นการวิจัยตามประเพณีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติแบบเดิม   แล้วค่อยรอนำเสนอผลการวิจัยต่อผู้กำหนดนโยบาย ผู้มีอำนาจเบื้องบน แล้วยังต้องคอยรอลุ้นผลในเชิงนโยบายนั้นๆ   อีก ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะมีการดำเนินการจริงจังหรือไม่ จะออกหัวหรือออกก้อย จะถูกจุดหรือตรงกับปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน   ชุมชน หรือผู้ประสบปัญหาหรือไม่
  การขับเคลื่อนพลังชุมชนเพื่อฟื้นชุมชนครั้งนี้ อันที่จริงแล้วเป็นความคิดริเริ่มร่วมกันระหว่างนักวิจัย   หรือนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล (ซึ่งก็คือผู้เขียน) ร่วมกับนักวิชาการหรือทีมสุขภาพระดับพื้นที่   ซึ่งประกอบด้วยเภสัชกร (คุณเด่นชัย ดอกพอง) และนักวิชาการสาธารณสุข (คุณอารี บุตรสอน)   ต่อมายังได้รับพลังเสริมเหลือล้นจากปราชญ์ชาวบ้าน (คุณพ่อคำเดื่อง ภาษี และคุณแหลม)   และวิทยากรกระบวนการ (คุณหมอปกรณ์) มาช่วยอีกแรง ทำให้พลังขับเคลื่อนทวีคูณ มีวิทยากร-ครูท้องถิ่น   เช่น ครูวุฒิ ดาบวิชัย มาเพิ่มพูนสีสรรทำให้ภาพวาดชุมชนในฝัน เป็นภาพที่สมบูรณ์สวยงามยิ่ง  
  การทำงานร่วมกันในช่วงเวลา 1 ปีกว่า เป็นการทำงานบนฐานความร่วมมือและความสำเร็จในหลายๆ   เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาไข้เลือดออก การตั้งโรงปุ๋ยชีวภาพที่บ้านโคกกว้าง   เกษตรอินทรีย์-ชีวภาพ การปลูกต้นไม้ร่วมกันหลายหมื่นต้น ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันอำเภอขุขันธ์   มีทั้งข้าว พืชไร่ พืชสวน พืชผักและสวนครัว ปลา เป็ด ไก่ หมู วัวควาย ไม้ผล ไม้ใช้สอย   และที่สำคัญยิ่งคือไม้มรดก เช่น ยางนา พะยูง เป็นต้น

ด้านการขยายผล กำลังเกิดขึ้นจากตำบลหนึ่งไปสู่อีกตำบลหนึ่ง   จากอำเภอหนึ่งไปสู่อีกอำเภอหนึ่ง ผ่านผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในไร่นาสวนป่าของตนเอง   โดยใช้เงื่อนไข-วิธีคิด-วิธีทำสำคัญ คือ การนำสิ่งดีๆ มาแบ่งปันกัน เพื่อเสริมพลังซึ่งกันและกัน   ชี้ให้เห็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์และบทบาทต่างๆ ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ใครเก่งเรื่องอะไร   ทำอะไร อย่างไรแล้วสำเร็จ ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรผสมผสานที่มีทั้งไม้ยืนต้น   ไม้ใช้สอย การปลูกพริก แตงโม ตาล การทำไม้กวาด พืชสมุนไพรต่างๆ พืชผัก การเพาะถั่วงอก   การเลี้ยงไก่ หรือ แม้แต่ไข่หมดแดงที่เก็บได้ในปริมาณมาก รวมถึงเคล็ดลับในการได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำท้องถิ่น   ที่ไม่เสื่อมคลาย (ซึ่งเป็นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต) การธำรงรักษาครอบครัวดี   ทำให้มองเห็นผลต่อเนื่อง เพราะทุกคนได้ซึมซับสิ่งดีๆ ที่สำเร็จ ทำให้รู้สึกดี มีกำลังใจ   มีปิติสุขมากขึ้น เรียกว่า บังเกิดผลแบบองค์รวมทุกด้าน และจะส่งผลต่อเนื่องต่อไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ   เรียกได้ว่า “มีชีวิต มีพลังยิ่ง”

สรุป แนวคิดหลักที่ใช้ในการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาและชุมชนท้องถิ่นอีสานใต้   ในครั้งนี้

     
  1. แนวคิดคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจแบบพอเพียง
  2.  
  3. แนวคิดการพึ่งพาตนเองและการเสริมพลังชุมชน
  4.  
  5. แนวคิดเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรชีวภาพ เกษตรพอเพียง สวนนาป่า
  6.  
  7. แนวคิดการวิจัยปฏิบัติการ
   

การบูรณาการแนวคิดข้างต้นบนฐานการทำงานจริงจังของทุกคน ทุกฝ่าย ได้ก่อผลเชิงบวก   มองเห็นพลังขับเคลื่อนบนฐานของความรู้ และการมองเห็นความหวังและสุขภาวะของสังคมไทยร่วมกัน   ปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกร-ชาวนาเข้าร่วมกระบวนการสร้างอาหาร สร้างฐานเศรษฐกิจ   สร้างสิ่งแวดล้อม สร้างคน สร้างชุมชนหลายพันคน และกำลังขยายตัวออกไปเต็มแผ่นดิน


คำหลัก : การวิจัยปฏิบัติการ พลังอำนาจของชุมชน-ชาวนา   ผู้นำการเปลี่ยนแปลง การพึ่งพาตนเอง เกษตรอินทรีย์-ชีวภาพ กรณีตัวอย่างเชิงประจักษ์   คุณภาพชีวิต-สุขภาวะ