เผลออีกประเดี๋ยวเดียว เวลาชีวิตของเราก็ไม่เหลือแล้ว
ปีที่ 30 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2553 เดือน เมษายน - พฤษภาคม 2553
ปราโมทย์ ประสาทกุล

มีคนทักผมว่า ผมพูดถึง “ เวลาที่ผ่านไปเร็วมาก ” บ่อยเกินไปเสียแล้ว เขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนคนแก่ขี้บ่น “ เวลาผ่านไปเร็วเหมือนติดปีกบิน ” บ้าง “ เผลอแพล้บเดียว ........... เผลอประเดี๋ยวเดียว ............. เวลาก็ผ่านไปอีกปีหนึ่งแล้ว ” บ้าง

ผมยอมรับว่าใจของผมติดอยู่กับเรื่องความเร็วของกาลเวลาที่ผ่านไปจริงๆ ระยะหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าเวลาล่วงไปเร็วมาก เหมือนกับว่าเมื่อยิ่งมีอายุสูงขึ้น เวลาก็ไหลลื่น ผ่านไปด้วยอัตราเร่งเร็วยิ่งขึ้น

เพื่อนที่เรียนมารุ่นเดียวกับผม ถึงบัดนี้ได้กลายเป็น ส.ว. สูงวัยกันหมดทุกคนแล้ว หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าวันเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ประเดี๋ยววัน ประเดี๋ยวเดือน เพิ่งขึ้นปีใหม่มาไม่นาน นี่ก็ถึงเทศกาลสงกรานต์รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน เดี๋ยวก็ถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองชวนพี่ชวนน้องไปลอยกระทง แล้วก็มีงานส่งท้ายปีเก่าฉลองปีใหม่กันอีก ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนแก่ชอบพูดถึงความหลัง ประสบการณ์ของตัวเองและคำบอกเล่าของเพื่อนๆ เป็นข้อมูลยืนยันว่า พออายุมากขึ้นจนได้สถานภาพเป็นผู้สูงอายุ อดีตที่ผ่านพ้นมา 40 – 50 ปี ก็บรรเจิดแจ่มใสเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อยังเป็นเด็กเคยนึกว่าระยะเวลา 50 ปีหรือครึ่งศตวรรษนั้นนานแสนนาน แต่พอได้ผ่านเวลายาวนานขนาดนี้มาด้วยชีวิตของตัวเองแล้ว ก็พูดได้เต็มปากว่าระยะเวลา 50 ปี นั้น เป็นเวลาที่ไม่นานเลย ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อคนรุ่นราวคราวเดียวกันยังเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือเป็นหนุ่มสาวยังสดใสชัดเจน เรื่องดีๆ คิดถึงแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เรื่องร้ายๆ ก็ทำให้ใจหดหู่ลงบ้างเป็นธรรมดา

คนรุ่นเดียวกับผมกำลังมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าดูตามสถิติแล้ว คนไทยที่มีอายุถึง 60 ปี ก็คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยเฉลี่ยอีก 21 – 22 ปี ในเมื่อผ่านชีวิตมากว่า 60 ปีแล้ว ยังรู้สึกว่าเป็นเวลาที่ไม่นานเลย พูดได้ว่าเป็นเวลา ประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น ดังนั้น เวลาที่เหลืออยู่อีกเพียงหนึ่งในสามของชีวิตที่ผ่านมา จึงดูจะเป็นเวลาที่สั้นนิดเดียว อีกยี่สิบปีก็อีก ประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น

น้องๆ รุ่นหลังก็เถิด ที่ยังอายุเพียง 40 – 50 ปีในตอนนี้ เห็นหน้าอ่อน ๆ ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวกันอยู่อย่างนี้ อีกประเดี๋ยวเดียวก็จะทยอยกันเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของชมรม ส.ว. ขอย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าอีก 10 – 20 ปีนั้น เป็นเวลาไม่นานเลย เวลาติดปีกบินอย่างนี้ เผลออีกแพล้บเดียว น้องๆ ก็จะเป็นผู้สูงอายุเหมือนกับพี่ ๆ แล้ว (ไชโย)

ทำไมเวลาจึงผ่านไปเร็วนัก

ที่จริงแล้ว เวลาคงผ่านล่วงไปด้วยอัตราความเร็วเท่าเดิม ถ้าเราใช้มาตรวัดเวลาด้วยหน่วยมาตรฐาน เป็นวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และปี แต่ละหน่วยย่อมต้องมีระยะเวลายาวนานเท่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเวลากี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว แต่ละวันมี 24 ชั่วโมง และแต่ละชั่วโมงมี 60 นาทีเท่ากัน จะต่างกันก็แต่เพียงว่าในบางฤดูกาล ระยะเวลาของกลางวันที่นับตั้งแต่พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าจนตกลับโลกไป อาจสั้นหรือยาวนานแตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น

ดังนั้น วันเวลาที่บางคนบอกว่าผ่านไปช้าบ้าง เร็วบ้าง จึงเป็นเรื่องของ “ ความรู้สึก ” คนที่มีความทุกข์ อาจจะรู้สึกว่า วัน เวลาช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน ตรงข้ามกับคนที่มีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็วมาก เร็วจนบางครั้งเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว

เราจะพูดได้ไหมว่า เวลาผ่านไปเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเราว่าต้องการให้เวลาผ่านไปอย่างไร ความเร็วของเวลาที่ผ่านไปดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความรู้สึกของเราที่อยากให้เวลา ผ่านไป

ลองสังเกตดู บางครั้งเมื่อเราอยากให้เวลาผ่านไปเร็ว เรากลับจะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้า และในทางกลับกัน บางครั้งที่เราอยากให้เวลาผ่านไปช้า เราก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว

ทดลองดูก็ได้ เวลาเดินทาง ถ้าเราใจร้อน เร่งรีบ อยากให้ไปถึงที่หมายไว ๆ เราก็จะรู้สึกว่า การเดินทางเที่ยวนั้นช่างช้าเหลือเกิน ไม่ทันใจเสียเลย ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่เร่งรีบ เดินทางตามสบาย เราจะรู้สึกว่าใช้เวลาไม่นานเลย อาจประหลาดใจด้วยซ้ำว่าเผลอแพล้บเดียวก็ถึงที่หมายแล้ว ลองดูนะครับ เมื่อเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ลองตัดกังวลเรื่องเวลาของการเดินทาง เอาใจไปคิดถึงเรื่องอื่น รับรองได้ว่า การเดินทางของเรา ไม่ว่าจะครั้งใด จะใช้เวลาไม่นาน บางครั้ง อาจรู้สึกว่าถึงที่หมายโดยยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ

อายุยืนยาวขึ้น แต่ชีวิตสั้นลง

“ เอ๊ะ ! มันเป็นอย่างไร อายุของคนยืนยาวขึ้น แล้วทำไมจึงมาบอกว่าชีวิตของคนเราสั้นลง ”

ที่จริงผมก็ไม่ได้ต้องการประดิษฐ์สำนวนชวนให้คิดอะไรกันมากมาย เพียงแต่อยากจะโยงเรื่องอายุของคนให้ไปเกี่ยวกับเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น

เรารู้กันแล้วว่า ชีวิตของคนไทยยืนยาวขึ้น เมื่อ 100 ปีก่อน คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยไม่ถึง 50 ปี ปัจจุบันคนไทยอายุยืนขึ้น โดยเฉลี่ยมีอายุถึง 73 ปี แต่ลองมาคิดดูอีกทีหนึ่ง . . . ชีวิตของคนไทยเมื่อ 100 ปีก่อนกับชีวิตคนไทยสมัยนี้ดำเนินไปช้าเร็วแตกต่างกัน

ในอดีต ชีวิตของคนไทยดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพสังคม และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสื่อสารคมนาคม ในสมัยนั้น การเดินทางจากตำบลหนึ่งไปยังอีกตำบลหนึ่ง ทำได้แต่โดยทางน้ำและทางบก การคมนาคมทางน้ำไปได้เร็วที่สุด แต่ก็ยังใช้แรงคนเป็นหลัก เครื่องยนต์มีใช้กันแล้ว แต่ก็ใช้เฉพาะกับเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ เรือแพที่ใช้อยู่ตามแม่น้ำลำคลองภายในประเทศยังใช้กำลังแรงคนเป็นหลัก การเดินทางทางบกใช้สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า วัวเทียมเกวียนหรือไม่ก็ใช้ชีวิตเดินเท้า

ปีแอร์ โอร์ต นักกฎหมายหนุ่มชาวเบลเยี่ยมที่เข้ามารับราชการช่วยเจ้าพระยาอภัยราชา (โรลัง จักแมงส์) ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้บันทึกการเดินทาง * เมื่อร้อยกว่าปีก่อนจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่โดยทางเรือ ใช้แรงคนแจวในแม่น้ำพื้นที่ภาคกลาง ใช้แรงคนถ่อเรือไปในแม่น้ำตื้น และลากจูงไปในลำน้ำส่วนที่เป็นเกาะแก่งและน้ำเชี่ยวในภาคเหนือ คณะเดินทางของปิแอร์โอร์ตออกจาก บางกอก (หน้าสถานเอกอัครราชทูตอเมริกัน) ตั้งแต่เวลาเช้า 8.45 น. ของวันที่ 3 สิงหาคม 2440 ใช้เวลาวันครึ่งถึงอ่างทอง จากอ่างทองถึงชัยนาท ใช้เวลา 10 ชั่วโมง (5.10 น. – 15.15 น.) ชัยนาทถึงปากน้ำโพ 10 ชั่วโมง (6.30 น. – 16.30 น.) จากนครสวรรค์ถึงกำแพงเพชร ใช้เวลา 4 วัน อีก 2 วัน ถึงเมืองระแหง (ตาก) จากระแหงถึงเมืองฮอด ลำน้ำเป็นเกาะแก่งและเชี่ยวมาก ต้องใช้เวลาถึง 9 วัน อีกหนึ่งวันถึงจอมทอง และอีก 2 วัน ถึงเมืองเชียงใหม่ เรือเทียบท่าที่จวนข้าหลวงใหญ่ เมืองเชียงใหม่เวลา 11.00 น. ของวันที่ 28 สิงหาคม 2440 ปิแอร์ โอร์ต บันทึกไว้ว่า “ เราใช้เวลาเดินทางมาแล้ว 25 วันเต็มๆ (จากบางกอกถึงเชียงใหม่) เท่ากับระยะเวลาการเดินทางจากบรัสเซลล์ (เบลเยี่ยม) ไปบางกอก ข้าพเจ้าคำนวณคร่าวๆ ว่า เราเดินทางมาแล้วในราว 800 กิโลเมตร ”

บันทึกการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่เมื่อ 113 ปีก่อนที่นำมาแสดงไว้ข้างต้นนี้คงทำให้เราเห็นภาพความช้าของชีวิตคนไทยในอดีตเป็นอย่างดี ปิแอร์ โอร์ต นับเป็นข้าราชการคนสำคัญ การเดินทางใช้เรือขนาดใหญ่ที่สะดวกสบายและมีกำลังแรงคนพรั่งพร้อม ถ้าพาหนะในการเดินทางมีสมรรถภาพด้อยกว่านี้ การนำเรือแล่นจากกรุงเทพฯ รวดเดียว ไปถึงเชียงใหม่ตามเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายนี้โดยเฉพาะตอนที่เหนือเมืองปากน้ำโพขึ้นไปก็อาจช้าออกไปอีก หรือแม้กระทั่งอาจเป็นไปไม่ได้เลย

อยากให้เราลองเปรียบเทียบการเดินทางเมื่อร้อยปีก่อนกับในสมัยนี้ เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ถึงอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ เรื่อยไปจนถึงกำแพงเพชร ไปจนถึงเชียงใหม่ ระหว่างเมืองแต่ละเมืองใช้เวลานับเป็นนาทีและชั่วโมงเท่านั้น จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางทางบกไม่ถึง 10 ชั่วโมง เรียกว่าออกเดินทางตอนเช้า เย็นก็ถึงแล้ว แต่ถ้าไปทางอากาศโดยเครื่องบินแล้ว ก็ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว อย่างที่เขาโฆษณาว่า เพียงงีบเดียวก็ถึงแล้ว

ความรวดเร็วในการเดินทางสมัยนี้แตกต่างจากเมื่อร้อยปีก่อนลิบลับ เดี๋ยวนี้มีเที่ยวบินจากกรุงเทพฯไปยังเมืองใหญ่ในทุกภาคของประเทศวันละหลาย ๆ เที่ยว ไม่ว่าจะเป็นหาดใหญ่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานีในภาคใต้ เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลกในภาคเหนือ ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยิ่งไปกว่านั้น มีรถโดยสารจากเมืองหลวงไปยังเมืองใหญ่ทุกเมืองของประเทศ โดยใช้เวลาเดินทาถึงแต่ละเมืองเพียงชั่วข้ามคืน

ลองคิดดูต่อไปอีก ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือประจำตัวบุคคล และการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ทั่วประเทศและทั่วโลก ทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุโดยส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้ดูเหมือนจะย่อขนาดของโลกให้เล็กลง และย่นเวลาในการติดต่อสื่อสารให้สั้นลงเหลือเพียงไม่ถึงอึดใจ

การเดินทาง คมนาคม และติดต่อสื่อสารที่เป็นไปโดยรวดเร็วเช่นนี้กระมัง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าวันเวลาในปัจจุบันผ่านไปเร็วมาก

ผมมานั่งคิดดู (เล่นๆ) เมื่อเวลาผ่านไปเร็วเช่นนั้น เวลาชีวิตของผมที่เหลืออยู่อีกประมาณ 20 ปี ที่จริงแล้วอาจจะสั้นลงก็ได้ ลองเปรียบเทียบกับผู้สูงอายุชาวพม่า ลาว กัมพูชา เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตที่เหลืออยู่อีกโดยเฉลี่ยราวๆ 10 ปีกว่าเท่านั้น แต่ชีวิตของพวกเขาดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเขาจึงอาจยาวนานเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ของคนไทยที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนจะหมดไปในอีก ประเดี๋ยวเดียว เท่านั้น

เมื่อเผลออีกประเดี๋ยวเดียว ชีวิตของผู้สูงอายุวัยต้น เช่น คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมก็จะหมดสิ้นไป เห็นจะต้องมาคิดพิจารณากันอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตที่ยังเหลือยู่อีกราว 20 ปีเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและมีคุณภาพที่สุด

-------------------------------

* พิษณุ จันทร์วิทัน “ ล้านนาไทยในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง ” กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์การันต์ , 2539