นมแม่ยังน่าสนใจอยู่นะจ๊ะ
ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 เดือน ธันวาคม - มกราคม 2553
ภาณี วงษ์เอก

จดหมายข่าวฉบับนี้จะเชิญชวนท่านผู้อ่านหันมาสนใจเรื่องนมแม่กันดีกว่า ที่ว่าน่าสนใจนั้นอาจมองกันได้หลายแง่มุม เช่น สนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของนมแม่ หรือสนใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หรือสนใจอ่านไว้เป็นความรู้ก็ได้ สำหรับในตอนแรกนี้อยากพูดถึง นมแม่ ในส่วนที่เกี่ยวกับความเชื่อทางประเพณีของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องค่าน้ำนมแม่ที่มีต่อลูกชายและลูกสาว

สำหรับลูกชายปรากฏชัดเจนด้วยเพลงที่ผู้อ่านหลายท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ดังเนื้อร้องที่ว่า

"แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล
แม่เราเฝ้าโอละเห่กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล
แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอมแม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ
เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไรมิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
ควรคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้จะมีอะไรเหมาะสม
โอ้ว่าแม่จ๋าลูกคิดถึงค่าน้ำนมเลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน
บวชเรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย"

เพลงค่าน้ำ  (version คุณชาญ เย็นแข ดาวน์โหลดเพลงได้ใน Website  http://www.youtube.com/watch?v=tt6gZWR3jiQ

หรือ Version เด็กประสานเสียง http://www.youtube.com/watch?v=gsYOPgmDKYc)

เพลงนี้  ผู้เขียนจำได้ว่าได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ ร้องโดยคุณชาญ เย็นแข (พ.ศ. 2492) แต่งโดยครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่ต่อมาในภายหลังมีการนำมาร้องโดยนักร้องคนอื่นๆ อีกมาก

ตามประเพณีไทยมีการนำเอาคุณค่าของน้ำนมแม่มาเชื่อมโยงกับการบวชของลูกชายเพื่อทดแทนบุณคุณ จากเนื้อเพลงดังกล่าวแสดงถึงคุณค่าของน้ำนมแม่ที่มากเกินกว่าจะทดแทนได้ แม้น้ำนมเพียงหยดเดียวยังไม่อาจทดแทนด้วยการบวชได้ ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เราได้พบเห็นกันในงานบวช เช่น ในพิธีทำขวัญนาค มีเพลงแหล่ เทิดทูนพระคุณแม่ หรือเปิดมิวสิควีดีโอ เพลงค่าน้ำนม เป็นต้น

ส่วนลูกผู้หญิง การทดแทนค่าน้ำนมแม่นำมาเชื่อมโยงกับการแต่งงาน โดยมีการเรียกค่าสินสอดจากฝ่ายชายตอนแต่งงานเพื่อเป็นค่าน้ำนมที่เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่

ผู้เขียนเห็นว่าการนำเรื่องของประเพณีมาเชื่อมโยงกับ น้ำนมแม่เป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้เขียนจึงอยากตั้งคำถามว่า ปัจจุบันนี้สังคมไทยเรายังยึดมั่นกับความเชื่อทางประเพณีที่กล่าวมาข้างต้นนี้ในระดับใด?