เมื่อ......พ่อแม่ของหนูทำงานอยู่ต่างประเทศ
ปีที่ 31 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2554 เดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2554
ปัทมา ว่าพัฒนวงศ

 ช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้ทำการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นอยู่หลายประเด็น  ประเด็นหนึ่งที่จะนำมาเล่าสู่กันในเวทีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาวะของเด็กที่พ่อแม่ต้องไปใช้แรงงานในต่างประเทศ  การศึกษาวิจัยนี้มีชื่อที่เหล่านักวิจัยเรียกเล่นๆ ว่า ‘โครงการแชมป์ซี’  เป็นการเรียกทับศัพท์ ‘CHAMPSEA’ ที่มาจากคำเต็มว่า  ‘Child Health and Migrant Parents in South East Asia’

โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง  6 สถาบันจาก
6 ชาติ ได้แก่ เอเชี่ยน เมตะ เซนเตอร์ (Asian Meta Centre: สิงคโปร์) มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ (สก๊อตแลนด์) ศูนย์ศึกษาการย้ายถิ่นสกาลาบรินี  (ฟิลิปปินส์) มหาวิทยาลัยกัดจาร์มาดา (อินโดนีเซีย) ศูนย์ศึกษาเอเชีย-แปซิฟิคแห่งฮานอย (เวียดนาม) และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล (ไทย) นักวิจัยหลักของโครงการฯ  คือ ศ.ดร.เบรนดา โยห์ จาก เอเชี่ยน เมตะ  เซนเตอร์ และ ดร.เอลสเพ็ท แกรห์มจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์  โดยทำการศึกษาใน 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม  โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นครัวเรือนที่มีเด็กอายุ 3ะ5 ปี (เด็กเล็ก) หรือ 9ะ11 ปี (เด็กโต) อย่างน้อยครัวเรือนละ 1 คน พ่อและแม่ หรือพ่อ หรือแม่ของเด็กไปทำงานต่างประเทศอย่างน้อย  6 เดือนก่อนหน้าวันที่ไปเก็บข้อมูล และครัวเรือนที่ทั้งพ่อและแม่อาศัยอยู่ในครัวเรือนกับเด็ก  สำหรับประเทศไทย จังหวัดอุดรธานีและลำปางเป็นจังหวัดที่นักวิจัยเลือกใช้เป็นพื้นที่ศึกษาเพราะมีสถิติผู้ที่ไปทำงานต่างประเทศสูงเป็นลำดับต้นๆ  ของภาคอีสานและภาคเหนือ

ในเมื่อต้องการศึกษาสุขภาวะของเด็ก  นักวิจัยจึงหาวิธีวัด
สุขภาวะทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในที่สุดก็ได้เลือกวิธีการชั่งน้ำหนัก  และวัดส่วนสูงเพื่อสะท้อนสุขภาวะด้านร่างกาย โดยเชื่อว่าเด็กที่มีสุขภาพดีย่อมต้องมีน้ำหนักและส่วนสูงเหมาะสมตามเกณฑ์  ส่วนการวัดสุขภาวะด้านจิตใจนั้น นักวิจัยเลือกใช้แบบประเมินพฤติกรรมเด็กที่พัฒนาโดย  ดร.กู๊ดแมน จิตแพทย์ชาวอังกฤษ เมื่อ พ.ศ.  2540 ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นแบบประเมินที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งมีการแปลเป็นภาษาต่างๆ  กว่า 70 ภาษา ในประเทศไทยโดยกรมสุขภาพจิตก็ได้ใช้แบบประเมินนี้ที่แปลเป็นภาษาไทย  ประเมินพฤติกรรมเด็กมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน แบบประเมินฯ ประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการประเมินพฤติกรรม 5 ด้านของเด็ก ได้แก่  พฤติกรรมเกเร พฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง ปัญหาทางอารมณ์ ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน และสัมพันธภาพทางสังคม  ส่วนที่สอง เป็นการประเมินผลกระทบของพฤติกรรมต่อบุคคลรอบข้างและชีวิตประจำวันของตัวเด็ก

นอกจากนั้น นักวิจัยยังได้พยายามหาวิธีการให้เด็กเล็ก  (ขอย้ำว่า ‘เด็กเล็ก’) ถ่ายทอดความรู้สึกในเรื่อง  “ครอบครัวของฉัน” ออกมาในลักษณะของรูปภาพ เพราะมองว่าเมื่อเด็กเล็กๆ  ไม่ได้อยู่กับพ่อหรือแม่ น่าจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจบ้างไม่มากก็น้อย การที่เด็กจะบอกเล่าหรือแสดงออกด้วยท่าทางคงเป็นไปได้ยาก  เพราะว่ายังเล็กมาก (อย่าลืมว่าเด็กเล็กในที่นี้หมายถึงเด็กอายุ  3ะ5 ปี) แต่ถ้าให้สื่อออกมาเป็นรูปภาพ  คงจะได้ความมากกว่า

หลังจากออกภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลโดยทีมพนักงานสัมภาษณ์ที่ได้รับการอบรมอย่างเข้มข้นจากนักวิจัย  พบว่ามีหลายสิ่งที่เป็นไปตามที่นักวิจัยคาดไว้ และก็มีอีกหลายสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่นักวิจัยคาดไว้เช่นกัน  เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน สิ่งที่นักวิจัยไม่แปลกใจก็คือ ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างบ้าน  ที่มีและไม่มีสมาชิกในครัวเรือนไปใช้แรงงานในต่างประเทศ บ้านไหนที่สวยงาม ก่อสร้างด้วยวัสดุที่แข็งแรงทนทาน  บ้านใหม่ๆ ก่ออิฐถือปูน เราสามารถเดาได้เลยว่า บ้านเหล่านี้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของผู้ที่ไปใช้แรงงานในต่างประเทศซึ่งส่งเงินกลับมายังครอบครัวของตน  ผลพวงของการไปใช้แรงงานในต่างประเทศยังมีต่อลูกๆ ของแรงงานเหล่านั้นด้วย เด็กๆ ที่มีพ่อ  (เกือบทั้งหมดของครัวเรือนที่ศึกษา ผู้ชายเป็นผู้ไปใช้แรงงานในต่างประเทศ)  ไปใช้แรงงานในต่างประเทศ ท่าทางดูดี เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน อ้วนท้วน สมบูรณ์แข็งแรง  มีที่พบน้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์น้อยมาก แต่เชื่อหรือไม่ ภายใต้ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั้นได้ซ่อนความเหงาและความเศร้าเอาไว้ด้วยเช่นกัน  นักวิจัยได้สอบถามความรู้สึกของเด็กๆ ที่เป็นเด็กโต ว่ารู้สึกอย่างไรที่พ่อไปอยู่ที่อื่น  ราวร้อยละ 60 ของเด็กๆ ที่เป็นเด็กโตตอบว่า ‘รู้สึกเศร้าและคิดถึงพ่อ’ ทำเอาพนักงานสัมภาษณ์ต้องอึ้งทุกครั้งที่ได้รับคำตอบ  นอกจากนั้น จากความพยายามของนักวิจัยที่จะประเมินพฤติกรรมของเด็กๆ ด้วยแบบประเมินพฤติกรรม  ทำให้ทราบว่า ถ้าอายุและเพศของเด็กเหมือนๆ กันแล้ว เด็กที่มีพ่อไปใช้แรงงานในต่างประเทศมีแนวโน้มของปัญหาด้านพฤติกรรมสูงกว่าเด็กที่อยู่กับพ่อแม่ประมาณ  1.4 เท่าทีเดียว

ความคาดหวังของนักวิจัยอีกส่วนหนึ่งก็คือ  ภาพสะท้อน “ครอบครัวของฉัน” จากเด็กๆ ที่เป็นเด็กเล็ก  จากงานภาคสนาม ทำให้ได้ข้อสังเกตว่า แนวคิดหรือความเชื่อของนักวิจัยเช่นนี้   ใช้ไม่ได้มากนักกับเด็กที่อยู่ในชนบทของบ้านเรา  เพราะอย่าว่าแต่การจะให้เล่าออกมาเป็นภาพวาดที่พอดูรู้เรื่องเลย เด็กเล็กหลายคนยังไม่เคยแม้แต่จะจับสี  จับดินสอก็ว่าได้ เด็กบางคน เมื่อเห็นคนแปลกหน้า ก็ซุกอยู่ข้างหลังแม่ บ้างก็ไม่ยอมแม้แต่จะจับสี  ล่อหลอกอย่างไร ก็ไม่อยากทำ ส่วนเด็กๆ ที่ยอมวาดรูปก็วาดในสิ่งที่หนูอยากวาด ไม่ใช่สิ่งที่นักวิจัยอยากได้  ประสบการณ์ครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่ดีแก่นักวิจัยว่า บางสิ่งบางอย่างที่นักวิจัยอยากได้  แม้ว่าจะเป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ นักวิจัยคงต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมที่จะเข้าไปศึกษาด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันฯ  ที่ต้องการเล่าสู่กันฟังเป็นเบื้องต้น สำหรับรายละเอียดหรือผล  การศึกษาที่เป็นเชิงวิชาการ ก็จะได้มีการนำเสนอหรือเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เหมาะสมต่อไป