ปลงกับชีวิต คิดถึงอดีต
ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 เดือน ธันวาคม - มกราคม 2554
ปราโมทย์ ประสาทกุล

               วันที่ 18 ตุลาคม 2554 วันที่น้ำท่วมท้นประเทศไทย

               ทุกวันนี้โลกเรามีขนาดเล็กลง  โลกจึงหมุนรอบตัวเองได้เร็วขึ้น แม้แต่ละวันจะยังมี 24 ชั่วโมงไม่เปลี่ยนแปลง  แต่ผมสงสัยว่าแต่ละชั่วโมงจะล่วงไปเร็วขึ้น วันคืนจึงผ่านไปไวเหลือเกิน อีกไม่กี่วันก็ต้องส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอีกแล้ว

               ถ้าว่ากันตามความหมายของคำว่า  “ผู้สูงอายุ” ที่ให้ไว้ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ  พ.ศ. 2546 แล้ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมที่เรียนร่วมชั้นกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา  จนจบปริญญาตรีก็มีสถานะเป็นผู้สูงอายุตามกฎหมายไทยกันครบถ้วนทุกคนแล้ว แต่ถ้าว่ากันตามสภาพความเป็นจริง  เมื่อสุขภาพอนามัยของคนไทยดีขึ้น อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ยืนยาวขึ้น เกณฑ์ที่จะแบ่งคนออกเป็นผู้สูงอายุจึงควรเขยิบให้สูงขึ้นไปอีกสักหน่อย  ให้คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นผู้สูงอายุ ถ้าอย่างนี้  เพื่อนรุ่นผมจำนวนมากก็ยังไม่เป็นผู้สูงวัย ซึ่งรวมทั้งผมด้วย

               ปลงได้ว่าชีวิตเราเหลือน้อยลงทุกวัน

               เดี๋ยวนี้ เพื่อนรุ่นผมทั้งที่เรียนชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน  เวลาจะชุมนุมรุ่น พวกแกนนำที่เป็นฝ่ายจัดงานก็จะออกหนังสือ (มีทั้งใช้การส่งทางไปรษณีย์แบบดั้งเดิม  และส่งทางอินเทอร์เน็ตแบบสมัยใหม่) เชิญชวนเพื่อนๆ ให้ไปร่วมชุมนุมสังสรรค์กัน  ผมสังเกตว่าการประชาสัมพันธ์งานชุมนุมรุ่นในระยะปี  สองปีที่ผ่านมา จะต้องมีข้อความในทำนองเดียวกันว่าให้รีบๆ มาพบปะเพื่อนฝูงกันเถอะ เวลาของพวกเราที่จะได้เจอะเจอกันเหลือน้อยลงทุกทีแล้ว  ไม่ใช่พวกเราใกล้จะตายจากกันไปเท่านั้น แต่อีกไม่ช้าไม่นานสังขารของพวกเราก็จะหมดสภาพ  ไม่สามารถเดินทางมาพบกันได้อีก คนที่จะมาเจอะเจอเพื่อนๆ ก็จะลดน้อยร่อยหรอลงทุกวัน  ชุมนุมรุ่นกันปีละครั้ง คงเหลืออีกไม่กี่ครั้งแล้วที่พวกเราจะมีโอกาสมาร่วมชุมนุมกันอย่างนี้

               ข้อความประชาสัมพันธ์งานชุมนุมรุ่นของคนรุ่นผมเดี๋ยวนี้ต่างจากเมื่อ  10-20 ปีก่อนตอนที่พวกเรายังไม่ได้เป็น ส.ว.  (สูงวัย) อย่างสิ้นเชิง ก่อนนั้น พวกเรามาชุมนุมรุ่นเพื่อร่วมสนุกสนานเฮฮากัน  บ่อยครั้งที่เรามาพบกันเพื่อฉลองยศ ตำแหน่ง หรือความสำเร็จในหน้าที่การงานของเพื่อนบางคน  บัดนี้ พวกเราเริ่มปลง และต่างรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังใกล้เข้ามาแล้ว วันชื่นคืนสุขที่พวกเรามาชุมนุมพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้กำลังจะหมดไป

               เดี๋ยวนี้ เพื่อนหลายคนมีวิธีการบอกอายุแบบมีลูกเล่น  แทนที่จะบอกอายุจริงเป็นจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่มาแล้ว กลับบอกจำนวนปีที่เหลืออยู่จนกว่าจะครบร้อย  เช่น อายุ 63 ปี ก็บอกว่า “อายุ  37 ปี” แล้วเว้นวรรคสักหน่อยก่อนจะพูดต่อว่า “จะครบร้อย” วิธีบอกอายุอย่างนี้ก็ดี ทำให้เราจะมีอายุน้อยลงไปเรื่อยๆ  แต่เป็นอายุที่เหลือ

               ชีวิตคนเราเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ  จริงๆ เมื่อตอนพวกเรายังเป็นเด็ก และเมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มสาว ความคิดเรื่องชีวิตที่เหลือน้อยลงอย่างนี้ไม่เคยมีอยู่ในสมอง  พวกเราไม่เคยคุยกันเรื่องความแก่ชรา ผมคงไม่ใช่คนเดียวที่เริ่มรู้สึกปลงกับชีวิต เพื่อนๆ  รุ่นเดียวกันอีกหลายคนก็คงคิดคล้ายๆ กัน

               คนรุ่นผมเดินทางผ่านชีวิตมาค่อนทางแล้ว  คนไทยเมื่ออายุครบ 60 ปีก็คาดได้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก  23 ปีโดยเฉลี่ย ตลอดหนทางชีวิตที่ผ่านมา พวกเราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง  การคมนาคมขนส่ง ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้างต่างๆ เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร  รวมทั้งวิถีชีวิตของผู้คน

               คนรุ่นผมเกิดในสมัยที่ประเทศไทยมีประชากรอยู่เพียง  20 ล้านคน กรุงเทพฯ เมืองหลวงยังแยกเป็นคนละจังหวัดกับธนบุรี ผู้คนในกรุงเทพฯ  ยังอยู่กันอย่างหลวมๆ เพราะมีคนไม่มากนัก เด็กบ้านนอกอย่างผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ  ยังได้มีโอกาสนั่งรถรางสายประตูน้ำ-ยศเสไปโรงเรียน เบอร์โทรศัพท์เป็นเลข  5 ตัว เมื่อคนรุ่นผมเป็นหนุ่มสาว เราฟังเพลงสุนทราภรณ์ ดิอิมพอสซิเบิ้ล  ชอบเพลงฝรั่งของเอลวิส เพรสลีย์ แฟรงกี้ เอฟเวอรอน คลิฟ ริชาร์ด และแพทบูน

               พ.ศ. 2503 ปีที่ผมเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่เทพศิรินทร์  ประเทศไทยมีพลเมืองประมาณ 26 ล้านคน พอผมเป็นหนุ่ม เรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์  จุฬาฯ ประชากรไทยก็ได้เพิ่มเป็น 30 กว่าล้านคนแล้ว แต่ตอนนั้นเขตปริมณฑลของกรุงเทพฯ  ไม่ว่าจะเป็นนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร หรือแม้กระทั่งศาลายา ที่ผมลงหลักปักฐานอยู่ทุกวันนี้  ก็ยังเป็นบ้านนอก ห่างไกลปืนเที่ยงเสียเหลือเกิน (ซึ่งป่านนี้  ผมก็ยังไม่รู้ว่าเขายิงปืนเที่ยงกันที่ตรงไหน)

               แล้วก็มาถึงวันที่มีอายุ  60 กว่าปี

               มาถึงวันนี้ วันที่มีผู้คนอยู่ในประเทศไทย  65.4 ล้านคน ตามที่สำนักงานสถิติแห่งชาตินับได้เมื่อปลายปีที่แล้ว  (พ.ศ. 2553) ในจำนวนนี้ นับรวมแรงงานข้ามชาติจำนวนกว่า  3 ล้านคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีคนต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  ตามบ้านตามเมืองต่างๆ เราจะเห็นคนต่างชาติต่างภาษาเข้ามาอยู่ทั่วไปหมด  แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจากประเทศเพื่อนบ้าน  รูปร่างหน้าตาดูไม่ออกว่าเป็นคนต่างชาติ มีแต่ภาษาเท่านั้นที่เมื่อพวกเขาพูดออกมาแล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่คนไทย

               วันนี้ คนเริ่มแก่รุ่นผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่  เด็กๆ สมัยนี้รู้จักใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ตั้งแต่อายุยังน้อย  วิธีการที่เด็กรุ่นใหม่กดคีย์บอร์ด เลื่อนเม้าส์เคอร์เซอร์ไปตามจุดต่างๆ บนจอคอมพิวเตอร์ดูเป็นธรรมชาติเหมือนกับว่าพวกเขาได้เรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้มาแต่ชาติปางก่อน

               วันก่อน ผมมีโอกาสได้ไปเดินที่สยามเซ็นเตอร์เวลาค่ำ  พวกเราผู้สูงวัย 7 คน ออกจากดูการแสดงเปียโนการกุศลที่ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมของกรุงเทพมหานคร  แล้วเดินข้ามสะพานลอยไปหาอาหารมื้อเย็นรับประทานกันทางฝั่งสยามเซ็นเตอร์ ผมรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกใหม่  โลกของคนหนุ่มสาวที่เดินกันขวักไขว่ในศูนย์การค้าที่ตบแต่งประดับประดากันแบบล้ำสมัย  นึกในใจว่าเราหลงมาเดินอยู่
  ณ ดินแดนใดกัน ไม่เหมือนเมืองไทยในความคิดที่เราคุ้นเคย ผู้สูงวัยอย่างพวกเราเมื่อเข้าไปอยู่ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ก็ดู
  เงอะงะ แปลกแยกอย่างไรชอบกล

               ขณะที่เขียนอยู่นี้  น้ำกำลังท่วมเมืองไทย

               ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่เป็นเวลากลางเดือนตุลาคม  2554  ต้องบันทึกไว้ว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ  น้ำท่วมเกือบทุกจังหวัดในภาคกลาง ท่วมภาคเหนือตอนล่าง และกำลังลามไปถึงบางจังหวัดในภาคอีสาน  น้ำเริ่มท่วมตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ทั้งยังขยายเขตพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ ท่วมทั้งไร่นา  หมู่บ้าน เขตเมือง และท่วมเขตนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ระดับน้ำท่วมครั้งนี้สูงมาก บางแห่งสูงถึง  3-4 เมตร บ้านชั้นเดียวเหลือแต่เพียงหลังคา ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้มากมายมหาศาล  คิดเป็นเงินก็คงเป็นจำนวนหลาย
  แสนล้านบาท

               ผมดูข่าวน้ำท่วมทุกวันด้วยความเครียดและเศร้าสลด  สงสารคนที่บ้านถูกน้ำท่วม กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้มีคนตายเพราะน้ำท่วมครั้งนี้นับร้อยคน  ผู้คนไม่มีที่อยู่อาศัย หลายคนต้องกินนอนอยู่บนหลังคา ผู้คนต้องอพยพหนีน้ำขึ้นมาอยู่ตามที่ดอน  คนจำนวนมากต้องมากินนอนกันบนถนนที่น้ำยังท่วมไม่ถึง
 
  ตั้งแต่ผมเกิดมา ยังไม่เคยเห็น และไม่เคยได้ยินข่าวว่าคนไทยต้องประสบภัยพิบัติหนักหนาสาหัสขนาดนี้

               ฝนก็ช่างตกเสียเหลือเกิน  ตกได้เกือบทุกวัน แม่ผมบ่นว่า “ทำไมฝนไม่รู้จักหมดฟ้าเสียที ไม่รู้ว่าน้ำมันมาจากไหนกันมากนัก”  สามสี่วันที่ผ่านมา เมฆฝนดำทะมึนทุกเย็น พอพลบค่ำ เวลาแค่ 6 โมงเย็น ฟ้าก็มืดทะมึนน่ากลัว แล้วฝนก็ตกกระหน่ำลงมา น้ำฝนพรั่งพรูลงมาเติมน้ำที่ท่วมมากอยู่แล้วให้ยิ่งมากขึ้นไปอีก

               ถึงวันนี้ วันอังคารที่  18 ตุลาคม 2554 ยังไม่มีทีท่าว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้จะบรรเทาลง  ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแนวโน้มว่าน้ำท่วมจะขยายพื้นที่ออกไปอีก มวลน้ำยังเคลื่อนโอบล้อมกรุงเทพฯ  และเคลื่อนตัวลงมาทางใต้เรื่อยๆ ชาวกทม.ทุกคนต่างวิตกกังวล ผมเองอยู่ศาลายา  ใกล้คลองทวีวัฒนา และคลองมหาสวัสดิ์ ยังนั่งกังวลอยู่ ณ ขณะนี้ว่า “บ้านเราจะรอดไหมนี่”

               ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง  (climate change)

               เมื่อไม่รู้จะโทษอะไรว่าเป็นสาเหตุของน้ำท่วมประเทศครั้งใหญ่คราวนี้  ก็ขอกล่าวโทษว่า “ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” เป็นตัวการ เขาว่าแกนโลกมันเอียงผิดปกติ ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนไป อุณภูมิบนพื้นโลกสูงขึ้น  ฤดูกาลต่างๆ ก็ผิดเพี้ยนไปหมด ฤดูที่ฝนไม่เคยตกก็ตก พื้นที่ที่ไม่เคยมีหิมะก็มี ทั้งอุทกภัย  สึนามิ วาตภัย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดขึ้นทั่วโลก

               หรือนี่จะเป็นสัญญาณว่าน้ำจะท่วมโลกในวันที่  12 เดือน 12 (ธันวาคม) ปี  12 (ค.ศ. 2012) ตามคำพยากรณ์