บริโภคนิยม
ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2555 เดือน เมษายน - พฤษภาคม 2555
วรชัย ทองไทย

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มีเป้าหมายที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือรายได้ประชาชาติ เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น ก็จะทำให้รายได้ประชาชาติสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ รายได้ยังใช้วัดมาตรฐานความเป็นอยู่ หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อรายได้ต่อหัวสูงขึ้น ก็แสดงว่าประเทศมีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงขึ้นด้วย

การบริโภคก่อให้เกิดความต้องการในสินค้าและบริการ ทำให้มีการผลิตสินค้าและบริการขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการบริโภคของประชาชน การผลิตสินค้าและบริการจะก่อให้เกิดการจ้างงาน และการทำงานก็ทำให้มีรายได้ เมื่อแรงงานมีรายได้ก็สามารถนำรายได้ไปใช้บริโภค เพื่อสนองความต้องการ หมุนเวียนเป็นวัฏจักร

ส่วนการผลิตสินค้าและบริการจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยเงินลงทุน ซึ่งเงินลงทุนมาจากเงินออม และเงินออมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่ถ้าคนมีรายจ่ายมากกว่ารายได้แล้ว คนๆ นั้นก็จะมีหนี้

การกู้เงิน (ก่อหนี้) เพื่อลงทุนเป็นสิ่งที่รับได้ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ถ้าเป็นการลงทุนในการผลิตสินค้าหรือบริการ ไม่ใช่ลงทุนเพื่อเก็งกำไร และผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้จากการลงทุน มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับเงินกู้ แต่ถ้าเป็นการกู้เงินมาเพื่อใช้บริโภคแล้ว ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา

จะเห็นได้ว่าโดยทฤษฎีแล้ว เศรษฐกิจทุนนิยมจะมีความสมดุลในตัว กล่าวคือ ผู้บริโภคก็ไม่บริโภคเกินรายได้จนถึงกับเป็นหนี้ แต่บริโภคพอประมาณเพื่อจะได้มีเงินออมไว้ใช้ในยามจำเป็น ซึ่งเงินออมนี้ผู้ผลิตก็จะนำมาลงทุน เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่นำเงินออมไปลงทุนเพื่อเก็งกำไร

แต่เศรษฐกิจทุนนิยมในทางปฏิบัติกลับไม่เป็นไปตามทฤษฎี เพราะผู้ผลิตมักสนใจที่จะผลิตสินค้าที่ไม่จำเป็น เพราะได้กำไรมากกว่า ทั้งนี้เพราะความต้องการที่แท้จริงของชีวิตมีเพียง 4 อย่างเท่านั้น คือ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ส่วนความต้องการอื่นๆ เป็นความต้องการส่วนเกินที่เกิดจากตัณหาทั้งสิ้น

ผู้ผลิตจึงใช้วิธีกระตุ้นตัณหาผู้บริโภค ด้วยการโหมโฆษณา เพื่อสร้างความต้องการเทียมที่ไม่จำเป็น เช่น ทานอาหารราคาแพง ใช้เสื้อผ้าตามแฟชั่น อยู่คฤหาสน์ เป็นต้น จนทำให้หลายคนเชื่อว่า "บริโภคมากมีความสุขมาก" และหลงติดกับความสุขจากการบริโภค ทำให้เกิด "ลัทธิบริโภคนิยม" การบริโภคที่เกินความจำเป็น ย่อมทำให้เงินออมลดลง จนอาจถึงกับกู้หนี้มาใช้บริโภคด้วย เช่น การใช้บัตรเครดิต ซึ่งก็คือการยืมรายได้ในอนาคต มาใช้บริโภคในปัจจุบัน
  การกู้เงินเพื่อเก็งกำไรถือว่าไม่เป็นผลดี เพราะไม่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริง ซึ่งไม่มีผลต่อการจ้างงาน อันไม่เป็นผลให้เกิดวงจรของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถาวร

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินเพื่อเก็งกำไรกลับกลายเป็นปรากฎการณ์ภาคปฏิบัติของระบบทุนนิยม เช่นเดียวกับ
  ลัทธิบริโภคนิยมที่สนับสนุนการกู้เงินเพื่อบริโภค ซึ่งสองสิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดผลร้ายทางเศรษฐกิจทั่วโลกมาแล้ว ได้แก่ วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ในปี พ.ศ. 2540 อันเกิดจากการเก็งกำไรค่าเงินบาท วิกฤติการณ์ดอทคอม (dot-com bubble) ในปี พ.ศ. 2543 ที่เกิดจากการเก็งกำไรหุ้นบริการทางอินเตอร์เนท และวิกฤติการณ์ซับแพรม (subprime) ในปี พ.ศ. 2551 ที่เกิดจากการเก็งกำไรบ้านในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในอนาคตย่อมมีวิกฤติอื่นๆ ตามมาอีก เพราะสาเหตุของปัญหายังคงอยู่

ทางออกของประเทศไทยคือ หันมาใช้ "ระบบเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งไม่เป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น เพราะได้ผ่านการวิจัยทดลองมาแล้วเกือบสองทศวรรษ และได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ด้วย

ถึงแม้ว่า หลายรัฐบาลที่ผ่านมารวมทั้งรัฐบาลปัจจุบันด้วย จะได้แถลงเป็นนโยบายไว้กับรัฐสภาว่า จะนำ "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ปฏิบัติ แต่ก็ไม่มีรัฐบาลใดเลยที่ปฏิบัติตามคำแถลง

งานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการบริโภคที่ได้รับ รางวัลอีกโนเบล ได้แก่

รางวัลอีกโนเบล ประจำปี 2550   สาขาโภชนาการ มอบให้กับ Brian Wansink นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ในงานวิจัยเกี่ยวกับความอยากอาหารที่ไม่มีขีดจำกัด โดยการวิจัยทดลองให้คนกินน้ำซุป จากชามที่เติมน้ำซุปเองได้

รางวัลอีกโนเบล ประจำปี 2551   สาขาโภชนาการ มอบให้กับนักวิจัย 2 คนคือ Massimiliano Zampini จาก University of Trento อิตาลี และ Charles Spencer จาก Oxford University สหราชอาณาจักร ในผลงานที่ได้สร้างเสียงอันเกิดจากการเคี้ยวมันฝรั่งทอดกรอบ (potato chip) ให้มีผลทำให้คนกินเชื่อว่า มันฝรั่งทอดกรอบที่กำลังกินนั้น กรอบกว่าและสดกว่าที่เป็นจริง

รางวัลอีกโนเบล: รางวัลสำหรับนักวิจัยที่ทำให้ "หัวเราะ" ก่อน "คิด"