ความสัมพันธ์ของครอบครัวไทย
ปีที่ 32 ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2555 เดือน เมษายน - พฤษภาคม 2555
กมลชนก ขำสุวรรณ และบุรเทพ โชคธนานุกูล

 การพัฒนาประเทศภายใต้ระบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม การแข่งขันทางวัตถุรวมทั้งกระแสบริโภคนิยม ส่งผลให้วิถีชีวิตของครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไป ครอบครัวขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยพ่อแม่ลูก มีสัมพันธภาพร่วมกัน
  ใช้เวลาร่วมกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกันในครอบครัวลดน้อยลง โดยต่างมุ่งทำหน้าที่เฉพาะของตน ดิ้นรนทำมาหากิน และย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมือง ซึ่งอยู่ห่างไกลพ่อแม่ และครอบครัว ทำให้ครอบครัวกลายเป็นเพียงที่พักพิงร่วมกัน
 
ปัจจุบัน การที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวมากขึ้น ส่งผลให้เวลาในการเลี้ยงดูลูกลดน้อยลง ดังนั้น บทบาทของพ่อในการเลี้ยงดูลูกและช่วยทำงานบ้าน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผลการวิจัยบทบาทของพ่อในครอบครัวไทย (แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2551) พบว่า บทบาทของพ่อในการเลี้ยงดูลูกกำลังลดลง โดยพ่อส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) ทำงานวันละมากกว่า 8 ชั่วโมง และในวันทำงานจะมีเวลาอยู่พูดคุยกับลูกและครอบครัวเพียง 50 นาทีเท่านั้น การที่บทบาทของพ่อในการเลี้ยงดูลูกกำลังจะหายไปจากครอบครัว ทำให้พ่อขาดทักษะในการเลี้ยงดูลูก การช่วยงานบ้าน และการสอนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตให้กับสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอลง นอกจากนี้ การหย่าร้างในครอบครัวไทยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัมพันธภาพในครอบครัวไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เกิดครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น และเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จึงเกิดคำถามที่สำคัญในสังคมว่าเมื่อครอบครัวเป็นเช่นนี้แล้ว อนาคตของเด็กไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่ จะส่งผลให้พ่อแม่ได้มีการปรึกษาหารือกันในด้านการเลี้ยงดู และการฝึกอบรมลูกในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ถ้าพ่อแม่มีความเห็นขัดแย้งกัน เด็กจะรู้สึกสับสน ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร ย่อมส่งผลต่อบุคลิกภาพ สุขภาพจิต และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนทำให้เด็กขาดความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไปในอนาคต

จากสภาพปัญหาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของครอบครัว ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้พยายามกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของครอบครัว โดยการส่งเสริมให้สมาชิกครอบครัวได้มีการทำกิจกรรมร่วมกัน ใช้เวลาในวันหยุดร่วมกัน และการกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดในช่วงเทศกาล หรือวันสำคัญต่างๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริม
  ให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวดำเนินไปอย่างราบรื่นและดียิ่งขึ้น อีกทั้ง กลไกของรัฐอย่างหนึ่งคือ การประกาศ
ให้วันอาทิตย์เป็นวันครอบครัว เพื่อให้ทุกครอบครัวมีโอกาสใช้เวลาว่างทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยสร้างสัมพันธภาพของคนในครอบครัวให้ดีขึ้น

ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่จากบ้านไปทำงานที่อื่น
  ได้มีโอกาสกลับบ้านเกิด พาลูกหลานไปเยี่ยมปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้าน้า อา ทำให้ครอบครัวที่ต้องอยู่ห่างกัน กลับมามี
  ความสุขที่ได้กลับมาร่วมกันทำกิจกรรมของครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม