การถ่ายทอดจิตวิญญาณภายในครอบครัว กับการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาวะของเยาวชน
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555 เดือน สิงหาคม - กันยายน 2555
อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์

  
  การวิจัยนี้อยู่ภายใต้โครงการ Thai Family Matters ซึ่งเป็นงานวิจัยที่สนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว  เน้นปัจจัยด้านการเฝ้าระวังดูแลบุตรวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 13-14 ปี เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสาธารณสุข จิตวิญญาณ ความเชื่อและการถือปฏิบัติตามหลักศาสนา  การส่งเสริมทักษะ การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์เชิงประชาธิปไตยในครอบครัว เพื่อ “ป้องกัน” พฤติกรรมเสี่ยงทางด้านสาธารณสุข รวมถึงการดื่มสุรา  สูบบุหรี่ และใช้ยาเสพติดอื่นๆ การเริ่มคิดและเริ่มมีพฤติกรรมด้านเพศสัมพันธ์  และการมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ได้โครงการต้นแบบจากสหรัฐอเมริกา  Family Matters Project, 1960 มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา และได้เริ่มมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยในปี  พ.ศ. 2549

ผลงานวิจัยครั้งนี้ได้นำถวายรายงานแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.ศ. 2555 ในโอกาสการเข้ารับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ  สาขาสังคมวิทยา ประจำปี พ.ศ. 2554 จากสภาวิจัยแห่งชาติ  ของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม  มหาวิทยาลัยมหิดล

Family  Matters Project เป็นโครงการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว  โดยโครงการนี้พัฒนาและผ่านการทดสอบในประเทศสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1960 และได้เริ่มมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2549 จุดเน้นของโครงการฯ คือการสนับสนุนให้ครอบครัวมีการปรับปรุงการสื่อสารภายในครอบครัวและสร้างความคาดหวังที่ชัดเจนเพื่อ  “ป้องกัน” พฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในเรื่องการใช้สารเสพติดประเภทต่างๆ  อาทิ แอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติดอื่นๆ การประยุกต์ใช้โปรแกรมที่ประสบความสำเร็จกับผู้ปกครองของสหรัฐอเมริกามาปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย  โดยหวังว่าจะได้รับผลดีเช่นเดียวกัน ในกลุ่มครอบครัวไทยที่เข้าร่วมในโครงการฯ เมื่อนำมาปรับใช้ในประเทศไทย  โครงการ Thai Family Matters
  โดยแปลเป็นไทยให้แก่ครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการว่า
“ครอบครัวนั้น สำคัญไฉน ลองปรับใช้สไตล์อเมริกัน” เมื่อปรับใช้ในประเทศไทยได้เพิ่มหลักสูตร  กิจกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยง และคำแนะนำในการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกที่มีผลดีต่อสุขภาพ  โดยปรับใช้วิถีอเมริกัน เช่น ประชาธิปไตยในครอบครัว การประชุมครอบครัว การฟังเสียงซึ่งกันและกัน  และการตั้งกฎเกณฑ์ร่วมกัน นอกจากนี้จากประสบการณ์ของไทยจึงมีการศึกษาโดยนำหลักศาสนาเข้ามาสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวด้วย  โดยการชี้ให้เห็นว่าในวิถีทางของความเป็นประชาธิปไตยและการไม่มีสองมาตรฐานนั้น
ผู้ปกครองจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่บุตรด้วย โดยประพฤติตามหลักศาสนา  ทั้งการตั้งมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะมีผลต่อเยาวชนในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ  ของเยาวชนได้ ทั้งนี้เพราะข้อมูลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการถ่ายทอดจิตวิญญาณภายในครอบครัว  สามารถนำไปสู่การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

กิจกรรมการสนับสนุนครอบครัวของ Thai Family Matters ประกอบด้วยการจัดส่งคู่มือจำนวน 5 เล่ม ให้กับผู้ปกครองทีละเล่ม เพื่อใช้สื่อสารกับลูกวัยรุ่นเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้แอลกอฮอล์  บุหรี่ และสารเสพติดชนิดอื่น รวมทั้งพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ โดยคู่มือได้รับการออกแบบเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสื่อสารภายในครอบครัว  ทำให้เกิดความตระหนักเพิ่มขึ้นในเรื่องความเสี่ยงและพฤติกรรมของ
วัยรุ่น สนับสนุนการพัฒนากฎระเบียบของครอบครัวเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดและกิจกรรมทางเพศของวัยรุ่น  โดยให้การสนับสนุนผู้ปกครองในการชี้แนะแนวทางให้กับลูกวัยรุ่น

สำหรับเนื้อหาของคู่มือทั้ง 5 เล่ม  ประกอบด้วย คู่มือเล่มที่หนึ่ง ให้ผู้ปกครองเห็นภาพรวมของโครงการ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสะท้อนประเด็นปัญหาต่างๆ  ที่มีผลต่อวัยรุ่นด้วยตนเอง  คู่มือเล่มที่สอง มุ่งเน้นไปที่ความเข้าใจวัยรุ่นและการสื่อสารในครอบครัว  เช่น การประชุมครอบครัว ความเป็นประชาธิปไตยในครอบครัว การเอาใจเขามาใส่ใจเราในสมาชิกทุกคนในครอบครัว  เพื่อเป็นพื้นฐานที่สำคัญในคู่มือเล่มต่อไป   คู่มือเล่มที่สาม ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการกับการใช้แอลกอฮอล์และยาเสพติดอื่นๆ  ของวัยรุ่น  คู่มือเล่มที่สี่ มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมทางเพศ  คู่มือเล่มที่ห้า ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการเกี่ยวกับอิทธิพลของเพื่อนและสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมวัยรุ่น  รวมทั้งให้ผู้ปกครองแสดงความคิดเห็นต่อโปรแกรมและกิจกรรมที่ผ่านมาในหลักสูตรทั้งห้าเล่ม

หลังจากที่ผู้ปกครองผ่านหลักสูตรและทำกิจกรรมในคู่มือแต่ละเล่ม พวกเขาจะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่โครงการเพื่อสอบถามถึงประสบการณ์ของการทำกิจกรรมในคู่มือแต่ละเล่มโดยขอให้ผู้ปกครองประเมินประสิทธิผลหลังการทำกิจกรรมของโปรแกรมจบแล้ว  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่โครงการและผู้ปกครองจะร่วมกันกำหนดเป้าหมายของการทำกิจกรรมสำหรับคู่มือเล่มต่อๆ  ไป รวมทั้งกำหนดเวลาสำหรับการโทรติดตามและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โครงการฯ เมื่อจบทั้งห้าเล่มแล้ว ผู้ปกครองจะได้รับใบประกาศ  และจะมีการสำรวจเพื่อประเมินผลในช่วงสุดท้ายของโครงการฯ

โครงการฯ นี้ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ ได้แก่ Social Science  & Medicine, Journal of Population and Social Studies, Journal of Medical  Association of Thailand, Journal of Drug Education, Journal of Health Communication, International Journal of Child and  Adolescent Health, Journal of Early Adolescence, Health Promotion  Practice และ Journal of Adolescence.

หนึ่งในบทความเหล่านั้นคือ “Spirituality within Family and The  Prevention of Health Risk Behavior among Adolescents in Bangkok, Thailand.” Chamratrithirong, Aphichat, Brenda A Miller, Hilary F Byrnes, Orratai  Rhucharoenpornpanich, Pamela K Cupp, Michael J rosati, Warunee Fongkaew,  Katharine A Atwood and Warunee Chookhare. 2010. Social Science & Medicine.  Vol.71, Issue 10, November. ซึ่งมีเนื้อหาโดยย่อดังนี้

จากการวิเคราะห์โดยการสร้างแบบจำลองทางสถิติที่เรียกว่า Structural  Equation Models พบว่ามีการถ่ายทอดทางจิตวิญญาณทางศาสนาพุทธภายในครอบครัว  จากตัวบิดามารดา สู่บุตร ทั้งความเชื่อและการประพฤติปฏิบัติ การถ่ายทอดทางจิตวิญญาณนี้  ได้มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการป้องกันวัยรุ่นจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  การถ่ายทอดจิตวิญญาณในครอบครัว มีผลป้องกันทั้งทางตรงต่อพฤติกรรมโดยการเป็นตัวอย่างที่ดีและการบ่มเพาะนิสัย  และทางอ้อมโดยกระตุ้นให้มีการกำกับดูแลบุตรทางกายภาพมากขึ้น

ความสามารถของครอบครัวไทยในการถ่ายทอดหลักศาสนา คุณธรรมและจริยธรรมแก่บุตร  เพื่อเป็นวัคซีนป้องกันพฤติกรรมวัยรุ่นที่ไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย พิสูจน์ได้ว่ายังมีนัยสำคัญอยู่อย่างคงเส้นคงวา  แต่ครอบครัวส่วนใหญ่ในสมัยนี้ ไม่มีโอกาสนำศักยภาพทางจิตวิญญาณเหล่านั้นมาใช้ในการถ่ายทอดให้แก่บุตรหลานเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายแก่ตนเอง  ครอบครัว และสังคมดังกล่าวได้ทั้งหมด

การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า  การรณรงค์ให้ความสำคัญและมุ่งเป้ากับผู้เป็นบิดามารดา และการเสริมพลังให้แก่บทบาทของครอบครัวในสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้  ควรได้มีการออกแบบในมุมมองที่รอบด้านและดำเนินการโดยสถาบันทางสังคมต่างๆ ครบถ้วน โดยจำเป็นต้องบูรณาการทั้งทางศาสนา  วัฒนธรรม ครอบครัว และการสาธารณสุขเข้าด้วยกัน