มารู้จัก “โยนิโสมนสิการ” กันเถอะ
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555 เดือน สิงหาคม - กันยายน 2555
เกรียงศักดิ์ โรจน์คุรีเสถียร


“โยนิโสมนสิการ
” เป็นวิธีการคิดที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้ในการคิดวางแผนในการทำวิจัย  ทำงาน แก้ไขปัญหา ช่วยในการตัดสินใจ วิเคราะห์ ติดตามผลการทำงาน จึงได้สรุปเรียบเรียงนำเสนอในที่นี้  คำว่า “โยนิโสมนสิการ” ประกอบด้วยคำสองคำ  คำแรกคือ โยนิโส มาจาก โยนิ แปลว่า เหตุ ต้นเค้าแหล่งเกิดปัญญา อุบาย  วิถีทาง และ คำที่สองคือ มนสิการ แปลว่าการนำในใจ การคิดคำนึง นึกถึง ใส่ใจ  พิจารณาเมื่อรวมกันมีความหมายว่า การนึกในใจโดยแยบคายหรือการคิดแบบแยบคาย ซึ่งหมายถึงแนวการคิด 4 ประการคือ การคิดโดยใช้วิธีการต่างๆ (อุบายมนสิการ)  ที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ความจริง ความหมายที่สองคือ  การคิดอย่างมีระเบียบเป็นขั้นตอน ตามลำดับเหตุและผล  ไม่ทำให้ยุ่งสับสน (ปถมนสิการ) ความหมายที่สามหมายถึง การคิดโดยการค้นหาสาเหตุและผล  หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เป็นผลต่อเนื่องแบบลูกโซ่ (การณมนสิการ)  ความหมายที่สี่เป็นการคิดแบบกำหนดเป้าหมาย กำหนดผลล่วงหน้าเพื่อเป็นกำลังใจให้ตนเองทำงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  (อุปปาทกมนสิการ)

   โยนิโสมนสิการหรือการคิดแบบแยบคายนี้มีวิธีคิดแยกย่อยออกเป็น 10 วิธีคือ
  1.  วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (หรือคิดแบบสืบสวน)  วิธีคิดแบบนี้คือ การคิดแบบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดผลหรือเกิดเหตุการณ์  ว่ามีอะไรเป็นปัจจัยทำให้เกิดและมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เหมือนกับตำรวจหาสาเหตุที่เกิดเหตุร้าย  หรือนักวิจัยหาสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วม
  2.  วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ (หรือการคิดเชิงวิเคราะห์)  วิธีนี้เป็นการคิดแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ เช่น การวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร  ก็แยกออกเป็นฝ่ายบุคคล ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายการเงิน เป็นต้น แล้ววิเคราะห์ทีละฝ่าย  โดยใช้วิธีคิดแบบอื่นมาร่วมใช้ด้วย เช่น วิธีที่หนึ่งและวิธีที่สี่ เป็นต้น
  3.  วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ (หรือแบบรู้เท่าทันธรรมดา)  ผู้ที่สามารถใช้วิธีคิดแบบนี้ได้ต้องเป็นผู้รู้หรือมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ  มาก่อน รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ รู้ว่าเป็นธรรมดา รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ที่ปรากฏการณ์นั้นๆ  เกิดขึ้น มีสาเหตุจากอะไร ทำให้เกิดผลอย่างไร จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้แล้ว ผู้ที่ใช้วิธีคิดแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ชำนาญการหรือเชี่ยวชาญได้  สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้อื่นๆ ได้
  4.  วิธีคิดแบบอริยสัจ (หรือกระบวนการแก้ปัญหา)  โดยวิเคราะห์ ปัญหา (ทุกข์) หาสาเหตุของปัญหา (สมุทัย) กำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการแก้ปัญหา  (นิโรธ) และกำหนดวิธีการแก้ปัญหา (มรรค) โดยคิดแบบเป็นคู่ คือ วิเคราะห์หาปัญหาและสาเหตุพร้อมกัน  เมื่อได้ปัญหาและสาเหตุแล้วนำปัญหาที่ได้มากำหนดเป้าหมายและนำสาเหตุมากำหนดเป็นแผนงาน  โครงการ และกิจกรรมเพื่อแก้ปัญหาจนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
  5.  วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย)  ธรรม แปลว่า หลักการ หลักความดีงาม
  หลักปฏิบัติที่ดี ส่วน อรรถ นั้นแปลว่าความมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่ต้องการ  วิธีคิดแบบนี้เป็นการคิดให้สอดคล้องสัมพันธ์กันระหว่างหลักการที่ดีและวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องทำให้เกิดประโยชน์ที่ต้องการ
  6. วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก (หรือ ข้อดี ข้อเสียและทางเลือก) วิธีนี้ใช้ร่วมกับวิธีอื่นด้วย เป็นการแยกแยะสิ่งที่มีอยู่ตามปกติมองให้เห็นข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี  สิ่งที่เป็นคุณ สิ่งที่เป็นโทษ และเลือกทำ  เลือกปฏิบัติแต่สิ่งดี สิ่งที่เป็นคุณ และหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี สิ่งที่เป็นโทษ  จากสิ่งที่มีอยู่ เห็นอยู่
  7.  วิธีคิดแบบคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม เป็นวิธีคิดจำแนกแยกออกระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงและจำเป็นต้องมี  ต้องใช้หรือต้องทำงานตามบทบาทหน้าที่
  ซึ่งถือว่ามีคุณค่าแท้ ซึ่งแตกต่างจากคุณค่าเทียม เช่น แสวงหาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์โดยตรงหรือมีแล้วก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้อย่างยั่งยืน  หรือการไม่ทำงานตามหน้าที่แต่ไปทำงานนอกหน้าที่ที่ไม่จำเป็นเพื่อให้คนยอมรับ
  8.  วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดถึงวิธีที่ีจะนำเอาประสบการณ์  ความรู้ มาดัดแปลงปรับปรุงให้ดีขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างหรือแบบอย่างที่ดี เป็นประโยชน์ต่อบุคคล  สิ่งแวดล้อม
  9.  วิธีคิดแบบเป็นอยู่ปัจจุบัน คือวิธีคิดโดยการมีสติอยู่กับปัจจุบัน  โดยการเอาผลจากอดีตมาแก้ไขหรือปรับปรุงโดยไม่ไปคำนึงแต่เรื่องในอดีต และมีสติในการคิดแก้ไขหรือปรับปรุงในเวลาปัจจุบัน  โดยรู้ว่าการกระทำในปัจจุบันจะทำให้เกิดผลในอนาคตอย่างไร แต่ไม่ใช่เพ้อเหม่อลอยถึงอนาคตตลอดเวลา
10.  วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นวิธีคิดประกอบกับการใช้คำพูดหรือการพูด  โดยสรุปแล้วคล้ายกับนำวิธีคิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมานำเสนอให้ได้รู้ตามที่ได้คิดจำแนก  แยกแยะ คิดเป็นเหตุและผล  คิดตามลำดับขั้นตอน คิดเป็นประเด็น

   วิธีคิดทั้งสิบวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกันได้และจะช่วยให้มีความถูกต้องในการคิดมากขึ้น

* เรียบเรียงจากหนังสือพุทธธรรม  โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ผู้อ่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตามที่อยู่นี้  http://www.buddha-dharm.com/  หรือดาวน์โหลดหนังสือทั้งเล่มในรูปแบบไฟล์ PDF จากที่อยู่นี้ http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/buddhadhamma_revised_and_expanded_edition.pdf