สังคมผู้สูงอายุไทยยังอยู่ระดับประถม
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555 เดือน สิงหาคม - กันยายน 2555
ปราโมทย์ ประสาทกุล

พุธที่ 4 กรกฎาคม 2555

   สถาบันวิจัยประชากรและสังคม เพิ่งจัดประชุมวิชาการประจำปี “ประชากรและสังคม” ไปเมื่อวันจันทร์ 2 กรกฎาคม เราอยากจัดประชุมในวันที่ 1 กรกฎาคม เพราะถือว่าเป็น “วันกลางปีประชากร” แต่ปีนี้วันกลางปีตรงกับวันอาทิตย์  จึงเลื่อนมาเป็นวันจันทร์ การประชุมใช้หัวข้อว่า “คนชายขอบ และความเป็นธรรมในสังคม”
 

   “คนชายขอบ” ในที่นี้หมายถึงผู้คนที่ด้อยสิทธิ ด้อยโอกาส  คนที่เข้าไม่ถึงหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ รวมทั้งกลุ่มคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ  หรือจะเรียกว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมก็ได้

   สถาบันฯ ทำเสื้อยืดคอกลมแจกให้พวกเราเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการประชุมครั้งนี้  ตรงหน้าอกด้านซ้ายมีตรา “คนชายขอบ ประชากรและสังคม  2555” ด้านหลังพิมพ์รายการกลุ่มคนที่นับเป็นคนชายขอบที่นำมาพูดกันในที่ประชุม  “แม่ค้า
  คนพิการ คนเก็บขยะ คนไร้บ้าน เด็กเร่ร่อน  คนคุก ผู้ป่วยเอดส์ แรงงานเด็ก  ผู้หญิง คนยากจน แม่เลี้ยงเดี่ยว คนไร้สัญชาติ คนรักเพศเดียวกัน แรงงานข้ามชาติ  ผู้ลี้ภัย ชนกลุ่มน้อย ไทยมุสลิม ผู้สูงอายุ ผู้ใช้สารเสพติด คนไร้รัฐ” ช่างมีคนชายขอบอยู่ในประเทศของเรามากมายหลายพวกหลายกลุ่มจริงๆ แต่บางกลุ่ม  ตัวผมเองก็ยังงงๆ อยู่ว่าจัดเป็นคนชายขอบได้อย่างไร เช่น แม่ค้า ผู้หญิง ผู้สูงอายุ  ไทยมุสลิม แต่บทความที่นำเสนอในที่ประชุมมีคำอธิบาย

   ผมเองเสนอบทความเรื่องผู้สูงอายุ กลุ่มที่ผมยังงงๆ อยู่ว่าจัดเป็นคนชายขอบได้อย่างไรนั่นแหละ  จึงขอถือโอกาสใช้พื้นที่ใน “ประชากรและการพัฒนา” สรุปความเล็กน้อยว่าผู้สูงอายุกลายเป็นคนชายขอบได้อย่างไร

   ปรกติ ผู้สูงอายุไทยเป็นประชากรที่อยู่วงในเหมือนคนไทยวัยอื่นๆ รัฐธรรมนูญ  ปี 2550 ให้หลักประกันว่าผู้สูงอายุจะมีสิทธิเสมอภาคเช่นเดียวกับคนไทยวัยอื่นๆ  ผู้สูงอายุจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ แถมยังมีสิทธิพิเศษบางอย่างเหนือประชากรกลุ่มอื่นๆ  เช่น เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี (ผมยังไม่เคยใช้สิทธิ) เข้าวนอุทยานแห่งชาติฟรี (เคยใช้สิทธิแล้ว) ค่าโดยสาร  รถประจำทางใน กทม. ครึ่งราคา (เคยใช้สิทธิแล้ว)  รถไฟฟ้าใต้ดินครึ่งราคา (ยังไม่เคยใช้) รถ บขส. ไปต่างจังหวัดครึ่งราคา (ยังไม่เคยใช้)

   ผู้สูงอายุไทยอยู่วงในด้วยหลักประกันทางกฎหมาย  นอกจากนั้น เรามีวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่จะยึดเหนี่ยวคนวัยนี้ให้อยู่วงในอีกด้วย

   อย่างไรก็ตาม ในอนาคตที่สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก  เราจึงต้องระวังไม่ให้มีปัจจัยที่จะผลักให้ผู้สูงอายุต้องหลุดออกจากวงในไปอยู่ชายขอบ  ปัจจัยผลักเหล่านั้นที่สำคัญคือ ความยากจน การที่ผู้สูงอายุต้องอยู่ตามลำพัง และความเจ็บไข้ได้ป่วย

   นอกจากนั้น ยังมีบริการสาธารณะต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคกีดกันมิให้ผู้สูงอายุได้เข้าไปใช้สิทธิรับบริการได้  เช่น อาคารสถานที่ ทางเท้า ถนนหนทาง และยานพาหนะสาธารณะต่างๆ ที่ออกแบบไว้ไม่เอื้อให้ผู้สูงอายุได้ใช้บริการโดยสะดวก  ทำให้ผู้สูงอายุเสียสิทธิไปโดยปริยาย

   ในบทความ ผมเสนอให้สังคมไทยลด  “วยาคติ” ต่อผู้สูงอายุ เพื่อเป็นวิธีหนึ่งที่จะลดแรงผลักให้ผู้สูงอายุออกไปเป็นคนชายขอบ

   “วยาคติ” อ่านว่า “วะะยา-คะ-ติ” แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า  “ageism” ได้มาจากการสนธิคำว่า “วย” (วัยหรืออายุ) กับคำว่า “อคติ”  วยาคติ จึงมีความหมายว่า อคติ หรือทัศนคติ เชิงลบ หรือความรู้สึกเชิงลบที่มีต่อคนวัยใดวัยหนึ่ง  เช่น ทัศนคติว่า คนอายุน้อยกว่าที่นั่งประชุมอยู่ด้วยกันไม่ควรออกความเห็นในบางเรื่อง  เพราะมีประสบการณ์น้อย แต่โดยทั่วไป วยาคติ จะใช้กับผู้สูงอายุ หรือคนแก่ เช่น เห็นว่าประชากรสูงอายุไม่เป็นผู้ผลิตอีกแล้ว  ผู้สูงอายุแก่เกินที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผู้สูงอายุเป็นภาระที่ต้องพึ่งพาคนวัยทำงาน  ผู้สูงอายุต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐในการดำรงชีวิต ผู้สูงอายุเป็นวัยที่เชื่องช้า  งุ่มง่าม ขี้หลงขี้ลืม ฯลฯ

   วยาคติเช่นนี้ หากเกิดขึ้นแพร่หลายในสังคมก็จะทำให้คุณค่าของผู้สูงอายุลดน้อยลง  จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างคนต่างวัยไม่ราบรื่น และเป็นสุข คนไทยยังมีวัฒนธรรมดีๆ  อยู่มาก เช่น ความกตัญญูรู้คุณ การเคารพนับถือผู้อาวุโส เราคงต้องหาวิธีสกัดเอาสิ่งดีงามเหล่านี้มาใช้เป็นพลังฉุดรั้งไว้ไม่ให้ผู้สูงอายุต้องถูกผลักออกไปอยู่บริเวณชายขอบของสังคม

เดือนกรกฎาคม มีวันประชากรโลก

   วันที่ 11 กรกฎาคม นี้เป็น “วันประชากรโลก”

   ในฐานะที่ผมทำงานด้านประชากร จึงขอให้ความสำคัญกับ “วันประชากรโลก”  ให้เหมาะสมกับวิชาชีพของตนเอง

   ผู้อ่าน “ประชากรและการพัฒนา”  บางท่านอาจถามว่าวันประชากรโลกสำคัญอย่างไร และทำไมต้องเป็นวันที่  11 กรกฎาคม

   เมื่อ 25 ปีก่อน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ  UNFPA (United Nations Population Fund หรือชื่อเดิมว่า  United Nations Fund for Population Activities) ได้คาดประมาณว่าประชากรโลก  จะมีจำนวนครบ 5,000 ล้านคน ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2530 หลังจากปีนั้น เขาเลยให้ถือเอาวันที่ประชากรโลกครบห้าพันล้านคน คือ วันที่  11 กรกฎาคม เป็น “วันประชากรโลก”  (World Population Day) ทั้งนี้เพื่อเป็นโอกาสที่จะเตือนให้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประชากรที่มีผลต่อสภาพการอยู่อาศัย  ความยากจน สุขภาพอนามัย รวมทั้งประเด็นอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของพลโลก

   ผมจำติดใจว่า ประชากรของประเทศไทยมีจำนวนคิดเป็นประมาณ 1% ของประชากรโลก ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา  ในปี 2527 ประเทศไทยมีประชากรครบ  50 ล้านคน อีก 3 ปีต่อมาในปี 2530 โลกก็มีประชากรครบ 5,000 ล้านคน ถึงปี 2539 ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน อีก 3 ปีต่อมาโลกก็มีประชากรครบ 6,000 ล้านคนเมื่อปี  2542

   เมื่อปีกลายนี้ พ.ศ.2554 สหประชาชาติประมาณว่า  ประชากรโลกมีจำนวนครบ 7,000 ล้านคน แต่คราวนี้ ประชากรไทยขอแยกทางเดิน  ไม่ยอมเป็น 1% ของประชากรโลกเสียแล้ว ในปี 2554 ประเทศไทยมีประชากร 64 ล้านคน คิดเป็นเพียง  0.9% ของประชากรโลกเท่านั้น

   ดูเหมือนในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ประชากรไทยจะเพิ่มด้วยอัตราที่ช้ามาก  เฉลี่ยแล้วเพิ่มปีละประมาณ 0.4% ต่อปีเท่านั้น

   ประชากรไทยเพิ่มช้ามากในระยะหลังๆ นี้ เพราะเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีลดลง ถ้าใช้ศัพท์วิชาการก็พูดว่า “ภาวะเจริญพันธุ์ของประชากรไทยลดต่ำลง” เมื่อปีกลาย  (2554) ประเทศไทยมีเด็กเกิดราว 8 แสนคนเท่านั้น  ต่างกับเมื่อ 30ะ40 ปีก่อนอย่างมาก ระหว่างปี  2506ะ2526 มีเด็กเกิดในประเทศไทยมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี  ผมเรียกคนที่เกิดช่วงเวลานั้นว่า “คนรุ่นเกิดล้าน” เดี๋ยวนี้ คนรุ่นนั้นมีอายุ  29-49 ปี

   คนรุ่นเกิดล้าน เกิดในช่วงที่ประชากรไทยมีภาวะเจริญพันธุ์สูง แต่พอรุ่นตัวเองเข้าสู่วัยมีลูก กลับมีผลผลิตหรือภาวะเจริญพันธุ์ต่ำ  คนรุ่นเกิดล้านแต่งงานกันช้าลง แต่งงานแล้วก็มีลูกกันน้อย เพียงแค่คนสองคน จะหาคนรุ่นนี้มีลูก 4-5 คนอย่างคนรุ่นก่อนได้ยากเต็มที ยิ่งไปกว่านั้น คนรุ่นเกิดล้านที่สมัครใจอยู่เป็นโสด  ไม่ยอมแต่งงานก็มีมากกว่าคนรุ่นก่อน

   เอาเถอะครับ ... อย่าไปโทษคนรุ่นเกิดล้านว่ามีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำเลย ปรากฏการณ์คนมีลูกน้อยลงอย่างนี้  ได้เกิดขึ้นทั่วโลก ภาวะเจริญพันธุ์ของทุกประเทศในโลกนี้กำลังลดต่ำลง จะแตกต่างกันก็เพียงแต่จะลดลงมากหรือน้อย  หรือลดลงช้า หรือเร็วกว่ากันเท่านั้น

   การเกิดที่ลดลง และชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ทำให้ประชากรของประเทศต่างๆ ในโลกมีอายุสูงขึ้น  พูดง่ายๆ ว่า ประชากรของประเทศต่างๆ แก่ชราขึ้นก็ได้ จะแก่มาก แก่น้อย แก่ช้า แก่เร็ว  ก็แตกต่างกันไปบ้าง  

   เมื่อประชากรของประเทศต่างๆ กำลังมีอายุมากขึ้นกันหมดแล้ว  เราควรจัดลำดับความแก่ของประชากรเพื่อให้เห็นว่า ประชากรประเทศใดมีคนสูงอายุมากน้อยขนาดไหน  ผมเคยเห็นการทำตัวชี้วัด ความสูงวัยของประเทศเกาหลีใต้ เขาใช้อัตราส่วนร้อยของประชากรอายุ  65 ปีขึ้นไปต่อประชากรทั้งหมดเป็นเกณฑ์ ถ้าประชากรกลุ่มนี้มีถึง  7% ก็เรียกว่า “กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”  ผมขอใช้คำว่า “สังคมผู้สูงอายุระดับประถม” เมื่อประชากรกลุ่มนี้มีถึง 14% ก็เป็น  “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ผมขอเรียกว่า “สังคมผู้สูงอายุระดับมัธยม” และเมื่อประชากรอายุ  65 ปีขึ้นไป เพิ่มถึง 20% ก็เรียกว่าเป็น  “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่สุด” ซึ่งผมขอเรียกว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุระดับอุดม”

ปัจจุบัน  ในทวีปเอเชีย มีญี่ปุ่นประเทศเดียวที่เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับอุดม คือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากถึง 23% เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ กำลังตามมาติดๆ  แต่ยังอยู่ในขั้นสังคมผู้สูงอายุระดับประถมตอนปลาย (ประมาณ  10-12%) ส่วนประเทศไทยของเรายังเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ยัง “เด็กๆ” คือระดับประถม ประเทศไทยมีประชากรอายุ  65 ปีขึ้นไปเพียง 8% แต่อีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า เราก็จะเลื่อนชั้นเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับมัธยม และอีกประมาณ  15 ปีต่อไป เราก็จะเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับอุดม ที่หนึ่งในห้าของประชากรจะมีอายุ  65 ปีขึ้นไป

         การจัดสวัสดิการที่ยั่งยืนในสังคมผู้สูงอายุ  กำลังกลายเป็นประเด็นประชากรที่ท้าทายเรื่องหนึ่งของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในวันประชากรโลกปีนี้

Text Box:  ไม้เท้า-ไม้พยุง
  ไปขอนแก่นครานี้โชคดีนัก
  ได้สิ่งรักสมปองเป็นของขวัญ
  จากอาจารย์สำเริง  จันทร์สุวรรณ
  เป็นไม้เท้า  ค้ำยันกันหกล้ม
  ไม้พยุง  งามเหลือที่เนื้อไม้
  กลึงเกลาได้เนียนสลวยดูสวยสม
  โค้งเว้าดัดส่วนด้ามงามน่าชม
  ตรงปลายปม  อ่อนไหวถูกใจนัก

4 เมษายน 2555
  (ไป ม.ขอนแก่น 3 เมษายน 2555)