ผู้ด้อยโอกาส: โจทย์ใหญ่เมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ปีที่ 32 ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2555 เดือน สิงหาคม - กันยายน 2555
กมลชนก ขำสุวรรณ

   ผู้ด้อยโอกาส 5 ประเภท ได้แก่ คนยากจน คนเร่ร่อน คนไร้สัญชาติ  ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและครอบครัว รวมถึง ผู้พ้นโทษ 

  ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน และได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา  การสาธารณสุข การเมือง กฎหมาย และวัฒนธรรม ไม่สามารถดำรงชีวิตได้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ  ในสังคม  และกลุ่มคนเหล่านี้ต้องได้รับการปกป้อง  คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิ ในการเข้าถึงหลักประกันความมั่นคงในชีวิต และพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

   นี่จึงเป็นภารกิจสำคัญสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการปกป้อง  คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิ ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการเตรียมการเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการการดำเนินการดังกล่าวที่เหมาะสมเมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 หรืออีกกว่า 2 ปี ข้างหน้า

   ผู้ด้อยโอกาสในเกือบทุกพื้นที่ในประเทศไทย มีหลายกลุ่มที่พร้อมจะพัฒนาศักยภาพ  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่มีส่วนร่วมในสังคมมากขึ้น เปิดเผยตัวมากขึ้น มีการตั้งเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มที่ไม่พร้อมจะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เนื่องจากตกอยู่ท่ามกลางบริบทที่ยังไม่สามารถจะก้าวพ้นได้  เช่น กลุ่มผู้พ้นโทษ ที่มีการทำผิดซ้ำ เข้าๆ ออกๆ ในเรือนจำ กลุ่มคนยากจนที่ได้รับการช่วยเหลือจนดีขึ้นแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย  จึงกลับไปสู่ความยากจนอีก จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาผู้ด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากการเป็นผู้ด้อยโอกาสได้  แม้จะได้รับการแก้ไขจากหลายภาคส่วน

   กำลังหลักในการแก้ปัญหาดังกล่าว คือภาครัฐ ร่วมด้วย องค์กรพัฒนาเอกชน  (NGOs) องค์กรเอกชนต่างๆ ทว่าแต่ละภาคส่วนต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ทำให้ดำเนินการไม่ราบรื่นเท่าที่ควร  โดยภาครัฐแม้จะมีงบประมาณสนับสนุน มีกลไก ภาคี  และเครือข่ายการทำงานอย่างกว้างขวาง แต่ขาดความคล่องตัวในการดำเนินงาน มีความคลุมเครือของส่วนราชการ  กฎระเบียบไม่เอื้อต่อการทำงาน ขณะที่ NGOs ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน มีเป้าหมายคือการพัฒนาคุณภาพชีวิต และมีความคล่องตัว แต่ NGOs แต่ละ  NGOs มีภารกิจต่างกัน ที่สำคัญต้องรอการสนับสนุนด้านเงินทุนจากแหล่งภายนอก  ซึ่งมักไม่ต่อเนื่อง พันธกิจที่รับผิดชอบจึงสะดุด และภาคเอกชน (ผู้ประกอบการ) ที่มีความพร้อมทั้งเงินทุนและความคล่องตัว  แต่ดำเนินการโดยมีเป้าหมายทางธุรกิจเป็นแรงผลักดัน ทำให้การแก้ปัญหาผู้ด้อยโอกาสไม่เกิดความยั่งยืนและมองเห็นเป็นรูปธรรม

   รูปแบบการดำเนินงานแก้ไขปัญหาผู้ด้อยโอกาสในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ  น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับประเทศไทยได้ โดยใช้รูปแบบการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม  (Social Enterprise)

   เจมี่ โอลิเวอร์พ่อครัวคนดังระดับโลกได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่นำความสามารถและความถนัดมาสร้างประโยชน์ให้แก่คนอื่นๆ  โดยการก่อตั้ง Fifteen foundations และเปิดร้านอาหารชื่อ  Fifteen ขึ้นในลอนดอน โดยมีแนวคิดสำคัญคือรับคนหนุ่มสาว ซึ่งมีปัญหาครอบครัว  มีประวัติการใช้ยาเสพติด และเคยเป็นเด็กในสถานพินิจที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เข้ามาเป็นพนักงานของร้าน  โดยการฝึกอบรมทั้งการทำอาหาร และวิธีดำเนินกิจการร้านอาหาร นอกเหนือจากผลประกอบการซึ่งเติบโตได้ดีแล้ว  Fifteen ยังสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กเหล่านั้นให้เป็นคนใหม่ที่สามารถสร้างอนาคตที่ดีได้ด้วยตัวเอง

   อีกตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทผลิตหนังสือชื่อ The Big Issue ที่เปิดให้คนเร่ร่อนที่มาลงทะเบียนในลอนดอน นำไปจำหน่าย ทำให้เปลี่ยนชีวิตพวกเขา จากเดิมเคยอดมื้อ กินมื้อ ไม่มีเงินใช้  แต่วันนี้พวกเขามีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองโดยการรับหนังสือ The Big Issue ในราคา 1.99 ปอนด์ นำมาจำหน่ายในราคา  2.99 ปอนด์ ซึ่งหนังสือ The Big Issue ไม่มีวางขายบน
  ชั้นหนังสือ ซื้อได้จากคนเร่ร่อนที่เป็นสมาชิกเท่านั้น ปัจจุบันหนังสือนี้มียอดขาย  120,000 เล่มต่ออาทิตย์ และยอดขาย 8,000,000 ปอนด์ต่อปีนับว่าเป็นธุรกิจที่คืนกำไรสู่สังคม  ส่งผลให้ธุรกิจอยู่ได้ ผู้ด้อยโอกาสอยู่ได้ เกิดความยั่งยืน

   ประเด็นเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นสิ่งที่หน่วยงานหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงและนำไปใช้ในการพิจารณาเพื่อหารูปแบบ  กลไก หรือนโยบายที่เหมาะสมที่จะรับมือในการคุ้มครอง ปกป้อง พิทักษ์สิทธิผู้ด้อยโอกาสในอีก  2 ปีข้างหน้า

   จากประสบการณ์ในพื้นที่ และสิ่งที่พบเห็นเชิงประจักษ์จากประสบการณ์ในการวิจัยของผู้เขียน  กลุ่มผู้ด้อยโอกาสถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่ยังมี “ช่องว่าง”  ในบางส่วนที่ต้องได้รับการเติมเต็ม  และเสริมศักยภาพ (empowerment)  จากหน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการทำให้ผู้ด้อยโอกาสรู้สึกมีคุณค่า  การนำเสนอกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิตในสังคมออกสู่สาธารณะ เช่น กลุ่มผู้พ้นโทษ กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี  เพื่อให้สังคมมีความคาดหวังในตัวผู้ด้อยโอกาสเพิ่มขึ้น ลดการตีตรา ล้วนเป็นผลพลอยได้ที่จะเกิดตามมา

         หากการดำเนินการปกป้อง คุ้มครองสิทธิผู้ด้อยโอกาสดำเนินไปดังที่ได้กล่าวถึง  เชื่อแน่ว่า โจทย์ใหญ่ที่จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็น่าจะบริหารจัดการได้  อย่างมีทิศทาง


  
  ที่มาของภาพประกอบ: www.JamieOliver.com