ระบบสุขภาพของประเทศไทย : แนวโน้มและความเคลื่อนไหวในเชิงบวก
ปีที่ 27 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2550 เดือน มิถุนายน - กรกฎาคม 2550
อรทัย อาจอ่ำ

เมื่อพิจารณาระบบสุขภาพของประเทศไทย ในช่วงประมาณ 5-10 ปี ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า มีพัฒนาการ หรือ สิ่งดี ๆ ที่เป็นสัญญาณบ่งบอก หรืออาจจะเรียกว่าเป็น "ตัวบ่งชี้" ก็ได้ว่า ระบบสุขภาพของไทยเรา มีแนวโน้มและความเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่พึงปรารถนาหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ด้านกฎหมาย หรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การมีพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นการรับประกันการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และล่าสุดที่เพิ่งคลอดออกมา หลังจากขับเคี่ยวกันอยู่นาน ก็คือ พรบ. สุขภาพแห่งชาติ และในอนาคตอันใกล้ ก็มีแนวโน้มว่า พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็น่าจะฝ่าด่านหรือแรงต้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ไปได้ หลังจากที่ขับเคี่ยวกันมาหลายยกเช่นกัน ในขณะที่ พรบ. วิชาชีพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน หรือหมออนามัย ก็น่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ถ้าสามารถฝ่ากระแสต่อต้านจากบางกลุ่มวิชาชีพไปได้) เพราะถ้ามีการตรา พรบ. ฉบับนี้ได้สำเร็จ และมีการประกาศใช้ ก็น่าจะส่งผลต่อสถานะทางวิชาชีพและคุณภาพชีวิตของหมออนามัย ซึ่งเป็นด่านหน้าของระบบบริการขั้นปฐมภูมิ ที่มีจำนวนมากถึง 30,000 กว่าคนทั่วประเทศ และอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เพราะถ้าหมออนามัย (ซึ่งจำนวนมากเป็นลูกหลานของชาวบ้าน) มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็น่าจะส่งผลต่อการทำงานที่มีคุณภาพ-ศักยภาพมากขึ้นตามไปด้วย และน่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของประชาชนในหมู่บ้าน-ตำบลต่าง ๆ ทั่วประเทศตามไปด้วย
นอกจากนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกในด้านนวัตกรรมองค์กร ที่มีการเกิดขึ้นของสถาบัน หรือ กลุ่ม/องค์กรใหม่ ๆ ด้านสุขภาพจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานอื่น ๆ ทางด้านสุขภาพและสาธารณสุขอีกมากมาย ทั้งที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และภายนอกมหาวิทยาลัย เช่น มูลนิธิ สถาบัน/องค์กร/กลุ่มทางด้านการแพทย์แผนไทย หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวในภาคประชาชน และองค์กรเอกชน/ธุรกิจเอกชนต่าง ๆ ที่เกิดความตื่นตัวในเรื่อง การแพทย์ทางเลือก และการแพทย์แผนไทย ที่มอง "สุขภาพ" อย่างเป็นองค์รวม และเน้นการดูแลตนเองในทุกด้าน โดยไม่รอให้เป็นโรคเสียก่อน
ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ การเกิดขึ้นของสถานบริการด้านสุขภาพและความงามจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เรียกกันว่า สปา และการนวดตามแบบฉบับของการแพทย์แผนไทยต่าง ๆ นับว่าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดก็ว่าได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชาชนตื่นตัวในเรื่องสุขภาพและความงาม จึงเกิดสถานบริการเหล่านี้ขึ้นมาตอบสนองความต้องการและความตื่นตัวดังกล่าว
สำหรับ สปสช. และ สสส. นั้น นับว่าเป็นองค์กร หรือนวัตกรรมทางสังคม ที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางของระบบสุขภาพของประเทศไทย เป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการปรับโครงสร้างของประเทศอย่างขนานใหญ่ก็ว่าได้ ถึงแม้องค์กรทั้งสอง จะต้องเผชิญปัญหาหลายประการ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน หรือการปรับเปลี่ยนระบบที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนด้านนโยบาย อันเป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับประเทศ ก็ตามที แต่ก็หวังว่า จะมีการสานต่อสิ่งดี ๆ หรือการดำเนินการใด ๆ ก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้จงได้ และเชื่อว่าน่าจะสามารถทำได้ ถ้าทุกฝ่ายร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงใจ
สำหรับ สสส. ซึ่งเป็นองค์กรทุนที่มีภารกิจหลัก ในการขจัดหรือลดปัจจัยเสี่ยงหลักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ และอุบัติเหตุ และปัจจัยเสี่ยงรองอื่น ๆ เช่น ความอ้วน ความเครียด โรคที่ป้องกันได้ และภัยมืดต่อสุขภาพอีกมากมาย ก็มีการปรับปรุง/ปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนองค์กรอยู่เสมอ ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ทำงานเชิงรุกได้มากขึ้น และสร้างความตระหนักให้กับประชาชน หรือภาคสาธารณะได้มากขึ้น รวมทั้งการขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย ซึ่งถึงแม้จะดูเหมือนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้งด้านโครงสร้าง หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไปในเวลาเดียวกันก็ตาม แต่ก็พบว่า ภารกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินการอยู่ กำลังมุ่งไปในทิศทางที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่กำลังมีการผลักดัน พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือจากสาธารณชน หรือกลุ่ม-องค์กรต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง สิ่งนี้จึงจะเกิดเป็นจริงขึ้นได้
จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันเรื่อง "สุขภาพ" เป็นเรื่องของทุกคนจริง ๆ และนโยบายสาธารณะหลาย ๆ อย่าง จะเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความตื่นตัว ความสำนึก ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หรือต้องทำให้ประชาชนเข้ามาเป็นเจ้าของเรื่องนั้น ๆ ด้วยตนเอง จึงจะได้ผลดังต้องการ
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่น ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง การปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือปัจจุบัน มักเรียกกันจนติดปากว่า "กระบวนทัศน์" ของบุคลากรสุขภาพ และ/หรือ ระบบการผลิตบัณฑิต-บุคลากรของสถาบันการศึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล เภสัชฯ ทันตะฯ และสาธารณสุข ฯ ก็ตาม
รวมไปถึง การปรับเปลี่ยนวิธีคิด-วิธีการมองปัญหาสุขภาพ ขององค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ทั้งที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (ที่เป็นเหมือนองค์กรแม่ข่ายของสถาบันการผลิตแพทย์ทั่วประเทศ ซึ่งมีสถาบัน ฯ ที่เข้าร่วมอยู่ตรงนี้ถึง 13 สถาบัน หรือครอบคลุมสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตแพทย์ทั้งหมดทั่วประเทศก็ว่าได้) รวมถึงแพทยสมาคม ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย (ที่มีสมาชิกในชมรมจำนวนมากกว่า 30,000 คนทั่วประเทศ) สภาเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงสมาคมหมออนามัย มูลนิธิแพทย์ชนบท ชมรมแพทย์ชนบท องค์กรวิชาชีพด้านทันตะแพทย์ -ทันตะบุคลากร ประมาณ 9 องค์กร ไม่ว่าจะเป็น ชมรมทันตะสา-ธารณสุขภูธร คณะกรรมการทันตะสาธารณสุขภาคเหนือและภาคใต้ ฯลฯ หรือ แม้แต่ทันตแพทยสภาเองก็ตาม
การขับเคลื่อนของกลุ่ม-องค์กร หรือสถาบันต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ล้วนแต่เป็นความเคลื่อนไหวในเชิงบวกทั้งสิ้น เพราะเป็นการปฏิรูปทั้งคน ความคิดของคน และระบบไปในเวลาเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสิ่งดี ๆ เพราะถ้าวิชาชีพเหล่านี้ไม่เปลี่ยนวิธีคิด มุมมอง/วิธีมอง หรือไม่เกิดความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่อง "สุขภาพ" อย่างมีความเชื่อมโยงกับสรรพสิ่งสารพันรอบตัว แล้วละก็ ก็คงจะเป็นการยากที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกับทิศทางของระบบสุขภาพแนวใหม่ที่เน้น "การสร้างสุขภาพแทนการซ่อมสุขภาพ" ได้
นอกจากนี้ ถ้าองค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ มีการปรับเปลี่ยนในด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง-จริงใจ ทั้งด้านหลักสูตร (การเสริมสร้างทางปัญญา หรือ การเพิ่มพูนทรัพยากรด้านความรู้ที่ถูกต้อง) การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี โดยเฉพาะสุขภาพจิต การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ฯลฯ หรืออาจกล่าวได้ว่า ถ้าสถาบันด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีความจริงจังกับการผลิตแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และนักการสาธารณสุขพันธุ์ใหม่ ที่เข้าใจเรื่องสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม ไม่มองแต่เรื่องโรค หรือการซ่อมแซมสุขภาพ แต่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ "การสร้างนำซ่อม" และมีการปรับเปลี่ยนมุมมอง เกี่ยวกับเรื่อง "สุขภาพ" ที่เคยมองอย่างแยกส่วน และไม่เข้าใจความสลับซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการมีสุขภาพดี หรือไม่ดี แล้วละก็ คิดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของระบบสุขภาพ อย่างมหาศาล ซึ่งแต่เดิม วิชาชีพต่าง ๆ เหล่านี้ มักมองว่าตนเองเป็น "ผู้รู้" หรือ เป็นเจ้าของ "สุขภาพ" หรือมองว่า "สุขภาพ" เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ หรือ วิชาชีพ/วิชาการต่าง ๆ เท่านั้น ปัจจุบัน องค์กรเหล่านี้กำลังพยายามปรับเปลี่ยนมุมมองของตน ไม่ใช่มองเฉพาะเรื่องโรคและปัจจัยทางชีววิทยาระดับบุคคล หรือ มองว่าสุขภาพเป็นภารกิจผูกขาดของตน นอกจากนี้ ยังเน้นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นแบบสหวิชาชีพ - สหสาขาวิชาการ และมีการเสริมแรงซึ่งกันและกันกับทุกภาคส่วนในสังคม และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเปิดโลกทัศน์ของตนเอง หรือวิชาชีพของตน ให้ไปเข้าใจความเป็นจริงอันสลับซับซ้อนที่เป็นอยู่ในสังคม รวมทั้งการเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการ พฤติกรรมเสี่ยง ลีลาชีวิต และวิถีชีวิตของประชาชน หรือผู้ป่วยให้มากขึ้น
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงในภาคประชาชนเอง ก็เป็นเรื่องที่สำคัญต่อทิศทางของระบบสุขภาพแนวใหม่ เป็นอย่างยิ่ง และสิ่งนี้ก็กำลังเกิดความเคลื่อนไหว หรือมีการขับเคลื่อนในภาคประชาชนอย่างมหาศาลเช่นกัน และเมื่อประชาชนจำนวนมาก มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่อง "สุขภาพ" โดยไม่มองว่า "สุขภาพ" เป็นเพียงแค่เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ หรือไม่ได้มองว่า เป็นภารกิจหรือภาระหน้าที่ของวิชาชีพต่าง ๆ เท่านั้น แต่มองว่า เป็นเรื่องของทุกคนและตนเอง และเริ่มต้นจากการดูแลตนเองทั้งด้านกาย-ใจ-ครอบครัว-สังคม-ปัญญา และ มองว่าตนเองเป็นผู้กำหนดสภาวะสุขภาพของตนเองแล้วละก็ จะเกิดการเปลี่ยนแปลง "สภาวะสุขภาพ" ของคนไทยขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน
สรุปว่า ความเคลื่อนไหวเชิงบวกที่กำลังเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน และทุกด้าน ทั้งในเรื่องกฎหมาย นโยบายสาธารณะ โครงสร้างองค์กร กระบวนทัศน์ของบุคลากรสุขภาพ หลักสูตรในการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ ไปจนถึงความเคลื่อนไหวในภาคประชาชน โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของความตระหนักในความสำคัญของ "การสร้างสุขภาพ" ด้วยตนเอง จะส่งผลดีต่อระบบสุขภาพในอนาคต หรือกล่าวในอีกนัยหนึ่งได้ว่า ถ้าประชาชนและทุกภาคส่วนเข้าใจเรื่อง "สุขภาพในความหมายใหม่" ที่กล่าวมานี้ ตรงกันได้ สิ่งที่เราต้องการเห็นร่วมกันในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของโรคที่ป้องกันได้ สิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่ดีขึ้น รวมทั้งการทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ หรือระบบสนับสนุนชีวิตของมนุษย์ให้น้อยลง และการยกเลิกสิ่งที่เป็นอบายมุขทั้งหลาย ถ้าทำได้หรือเกิดความเคลื่อนไหวในทำนองนี้ขึ้นในทุกอณูของสังคม ก็คงจะสามารถคาดการณ์ต่อไปได้ว่า สังคมไทยหรือคนไทย ก็น่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ใช่หรือไม่?